Author: digitaldoctor

  • Elite Visa คือ อะไรทางเลือกสำหรับคนต้องการอยู่อาอาศัยในประเทศไทย

    Elite Visa คือ อะไรทางเลือกสำหรับคนต้องการอยู่อาอาศัยในประเทศไทย

    Elite Visa คือ โปรแกรมวีซ่าระยะยาวที่ออกโดยรัฐบาลไทย ภายใต้การดำเนินงานของบริษัท Thailand Privilege Card Co., Ltd. ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (TAT) วีซ่านี้ออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุน นักท่องเที่ยวระยะยาว นักธุรกิจ และผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในประเทศไทยในระยะยาว โดยผู้ถือ Elite Visa จะได้รับสิทธิพิเศษต่าง ๆ เช่น การเข้าประเทศโดยไม่ต้องต่อวีซ่า, การบริการที่สนามบิน, และสิทธิพิเศษอื่น ๆ ในด้านการใช้ชีวิตและการท่องเที่ยวในประเทศไทย

    ความแตกต่างจากวีซ่าประเภทอื่น ๆ ในประเทศไทย

    • การเข้าประเทศและอยู่ได้ระยะยาว: วีซ่าประเภท Elite Visa สามารถเข้าประเทศและพำนักอยู่ในประเทศไทยได้โดยไม่ต้องต่ออายุบ่อย ๆ เช่นเดียวกับวีซ่านักท่องเที่ยวหรือวีซ่าทำงาน ซึ่งมีระยะเวลาจำกัดและต้องต่ออายุเป็นระยะ ๆ
    • สิทธิพิเศษ: ผู้ถือ Elite Visa จะได้รับสิทธิพิเศษในหลายด้าน เช่น การบริการสนามบินที่รวดเร็ว การดูแลด้านสุขภาพ และบริการช่วยเหลือในด้านต่าง ๆ ในประเทศไทย ซึ่งวีซ่าประเภทอื่น ๆ มักจะไม่มีสิทธิพิเศษนี้
    Elite Visa คือ

    คุณสมบัติของ Elite Visa คือ

    เป็นโครงการที่รัฐบาลไทยออกแบบมาเพื่อดึงดูดนักลงทุนและผู้ที่ต้องการอยู่อาศัยในไทยเป็นระยะเวลายาวนาน วีซ่านี้มีอายุตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปี ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจที่เลือก และมีค่าใช้จ่ายแตกต่างกันไป ที่สำคัญ ผู้ถือ Elite Visa ไม่จำเป็นต้องต่อวีซ่าหรือทำการรายงานตัวทุก 90 วันเหมือนวีซ่าประเภทอื่นๆ

    เปรียบเทียบ Elite Visa กับวีซ่าประเภทอื่น

    1. Elite Visa vs. วีซ่านักท่องเที่ยว

    • ระยะเวลาการพำนัก:
      • Elite Visa: สามารถพำนักในประเทศไทยได้ยาวนานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป โดยไม่ต้องต่ออายุบ่อย ๆ ขึ้นอยู่กับประเภทของ Elite Visa ที่สมัคร
      • วีซ่านักท่องเที่ยว: ระยะเวลาพำนักได้สูงสุด 60 วัน (สามารถขอต่ออายุได้ครั้งละ 30 วัน)
    • การต่อวีซ่า:
      • Elite Visa: ไม่ต้องต่อวีซ่าบ่อยครั้ง ตลอดอายุการใช้งานสามารถอยู่ในประเทศไทยได้อย่างต่อเนื่อง
      • วีซ่านักท่องเที่ยว: ต้องต่ออายุวีซ่าหลังครบระยะเวลาที่กำหนดหรือออกจากประเทศและกลับเข้ามาใหม่
    • สิทธิพิเศษ:
      • Elite Visa: มีสิทธิพิเศษ เช่น บริการสนามบิน, รถรับส่ง, การตรวจสุขภาพ และส่วนลดต่าง ๆ จากพาร์ทเนอร์ของโครงการ
      • วีซ่านักท่องเที่ยว: ไม่มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมในแง่ของบริการต่าง ๆ นอกจากการเข้าประเทศในช่วงเวลาที่กำหนด

    2. Elite Visa vs. วีซ่าการทำงาน (Work Permit)

    • สิทธิการทำงาน:
      • Elite Visa: ไม่สามารถทำงานในประเทศไทยได้โดยตรง หากต้องการทำงานต้องขอใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) แยกต่างหาก
      • วีซ่าการทำงาน: ผู้ถือวีซ่านี้สามารถทำงานในประเทศไทยได้ภายใต้ข้อกำหนดที่ระบุในใบอนุญาตทำงาน
    • ข้อผูกพันกับนายจ้าง:
      • Elite Visa: ไม่ต้องผูกพันกับนายจ้างใด ๆ สามารถพำนักได้โดยไม่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับงานหรือธุรกิจ
      • วีซ่าการทำงาน: ต้องได้รับการสนับสนุนจากนายจ้างหรือบริษัท และหากเปลี่ยนงานหรือลาออก วีซ่าการทำงานอาจถูกยกเลิกหรือหมดอายุ
    • สิทธิพิเศษอื่น ๆ:
      • Elite Visa: มีสิทธิพิเศษมากมาย เช่น การดูแลด้านสุขภาพ การบริการพิเศษที่สนามบิน และสิทธิการใช้บริการต่าง ๆ
      • วีซ่าการทำงาน: ไม่มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติม ยกเว้นการทำงานในประเทศไทยได้อย่างถูกกฎหมาย

    3. Elite Visa vs. วีซ่าเกษียณอายุ (Retirement Visa)

    • ระยะเวลาการพำนัก:
      • Elite Visa: พำนักในประเทศไทยได้ระยะยาว (ตั้งแต่ 5-20 ปี ขึ้นอยู่กับประเภทของ Elite Visa)
      • วีซ่าเกษียณอายุ: พำนักในประเทศไทยได้ 1 ปี และต้องต่ออายุทุกปี
    • ข้อกำหนดด้านอายุและเงินทุน:
      • Elite Visa: ไม่จำกัดอายุ และมีแพ็คเกจให้เลือกตามความต้องการ โดยมีค่าธรรมเนียมการสมัครที่สูงกว่า
      • วีซ่าเกษียณอายุ: ต้องมีอายุ 50 ปีขึ้นไปและต้องแสดงเงินทุนในบัญชีธนาคารอย่างน้อย 800,000 บาทหรือมีรายได้ขั้นต่ำเดือนละ 65,000 บาท
    • สิทธิพิเศษ:
      • Elite Visa: ได้รับสิทธิพิเศษมากมาย เช่น การตรวจสุขภาพฟรี ส่วนลดโรงแรม และบริการสนามบิน
      • วีซ่าเกษียณอายุ: ไม่มีสิทธิพิเศษเพิ่มเติมนอกจากการพำนักระยะยาว
    Elite Visa คือ

    ประโยชน์ของการถือ Elite Visa

    • การเข้าออกประเทศไทยอย่างอิสระ: ผู้ถือ Elite Visa สามารถเข้าออกประเทศไทยได้โดยไม่จำกัดจำนวนครั้งตลอดระยะเวลาของวีซ่า
    • บริการสนับสนุนพิเศษ: รวมถึงบริการต้อนรับที่สนามบิน, การช่วยเหลือในการทำเรื่องเกี่ยวกับวีซ่า, และบริการรถรับส่งจากสนามบิน
    • สิทธิพิเศษอื่นๆ: เช่น การเข้าใช้สโมสรธุรกิจ, สปา, และสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่ร่วมมือกับโครงการ

    วิธีการสมัคร Elite Visa

    การสมัคร Elite Visa ต้องดำเนินการผ่าน Thailand Elite, โครงการของรัฐบาลไทยที่ดูแลโครงการนี้โดยตรง ขั้นตอนการสมัครประกอบด้วย:

    1. เลือกแพ็คเกจสมาชิกที่เหมาะสม: ผู้สมัครควรศึกษาและทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ของแพ็คเกจสมาชิกแต่ละแพ็คเกจซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถี่ถ้วนในการเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสม
    2. การส่งคำขอ: ผู้สนใจสามารถยื่นคำขอได้ทางออนไลน์หรือผ่านตัวแทนของ Thailand Elite
    3. การตรวจสอบและอนุมัติ: กระบวนการนี้อาจใช้เวลาหลายเดือน ขึ้นอยู่กับการตรวจสอบประวัติและเอกสาร
    4. การชำระเงิน: เมื่อได้รับการอนุมัติ ผู้สมัครจะต้องชำระค่าธรรมเนียมตามแพ็คเกจที่เลือก
    5. การรับวีซ่า: หลังจากชำระเงินเรียบร้อยแล้ว ผู้สมัครสามารถรับวีซ่าที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย

    สรุป Elite Visa คืออะไร

    Elite Visa นับเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตในประเทศไทยอย่างยาวนานและสะดวกสบาย ด้วยสิทธิพิเศษและความสะดวกที่มอบให้ วีซ่านี้เป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้ที่ต้องการสัมผัสกับความงามและวัฒนธรรมไทยอย่างเต็มที่ หากคุณสนใจและต้องการข้อมูลเพิ่มเติม การติดต่อ Thailand Elite โดยตรงเป็นขั้นตอนแรกที่ดีที่สุดในการเริ่มต้นการเดินทางของคุณกับ Elite Visa.

    สามารถอ่านบทความเพิ่มเกี่ยวกับ Elite Visa ได้ที่นี้

  • แนะนำการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

    แนะนำการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

    การวางแผนท่องเที่ยวไปยังออสเตรียอาจเป็นประสบการณ์ที่น่าตื่นเต้น แต่ก่อนที่คุณจะสามารถสัมผัสกับความสวยงามของประเทศนี้ได้นั้น การเตรียมการขอวีซ่าท่องเที่ยวเป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญ ซึ่งบทความนี้จะช่วยคุณแนะนำขั้นตอน เอกสารที่จำเป็น และ เคล็ดลับต่างๆ เพื่อช่วยให้กระบวนการขอวีซ่าของคุณเป็นไปได้อย่างราบรื่น และ ประสบความสำเร็จ


    1. ตรวจสอบความต้องการของขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

    ก่อนทำการขอวีซ่า คุณต้องตรวจสอบว่าคุณต้องการวีซ่าเพื่อเข้าประเทศออสเตรียหรือไม่ หากคุณเป็นประชากรจากประเทศในเขตชินเก้นหรือมีวีซ่าชินเก้นอยู่แล้ว คุณอาจไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าท่องเที่ยวเพิ่มเติม

    2. รวบรวมเอกสารที่จำเป็น

    การขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรียต้องการเอกสารต่างๆ ดังนี้:

    • หนังสือเดินทางที่มีอายุไม่น้อยกว่า 6 เดือน
    • สำเนาทะเบียนบ้าน
    • สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน
    • สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (ถ้ามี)
    • สำเนาทะเบียนสมรส / สำเนาทะเบียนหย่า (ถ้ามี)
    • เอกสารวีซ่าประเทศอื่นที่เคยได้รับ (ถ้ามี)
    • ฟอร์มขอวีซ่าเข้าประเทศ
    • แผนการเดินทาง
    • เอกสารยืนยันการทำงาน
    • รูปถ่ายขนาด 3.5×4.5 ซม. จำนวน 2 รูป ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน
    • หลักฐานการจองที่พัก (ชื่อ-นามสกุล จะต้องตรงกับหนังสือเดินทาง)
    • หลักฐานการเดินทางกลับหรือต่อไปยังประเทศอื่น
    • หลักฐานการมีประกันการเดินทางที่ครอบคลุมอย่างน้อย 30,000 ยูโร
    • หลักฐานแสดงรายได้ ได้แก่ หนังสือรับรองสถานะทางการเงิน และ รายการเดินบัญชี

    3. ยื่นขอวีซ่าออสเตรีย

    การยื่นขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรียสามารถทำได้ที่สถานทูตหรือกงสุลของออสเตรียในประเทศของคุณ บางประเทศอาจอนุญาตให้ยื่นขอวีซ่าออนไลน์ ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการของสถานทูตออสเตรียในประเทศของคุณ

    วีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย

    4. เตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์

    บางกรณี คุณอาจต้องเข้ารับการสัมภาษณ์เพื่อให้ได้วีซ่าท่องเที่ยวออสเตรีย การเตรียมตัวสำหรับการสัมภาษณ์โดยมีเอกสารที่จำเป็นและเตรียมตอบคำถามเกี่ยวกับแผนการเดินทางของคุณจะช่วยเพิ่มโอกาสในการได้รับวีซ่า

    5. การติดตามผลการขอวีซ่า

    หลังจากยื่นขอวีซ่าแล้ว คุณสามารถติดตามผลการขอวีซ่าผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการหรือติดต่อสถานทูตโดยตรง เวลาในการดำเนินการขอวีซ่าอาจแตกต่างกันไปตามสถานที่ยื่นขอ

    คำแนะนำเพิ่มเติม

    • เริ่มขอวีซ่าอย่างน้อยหนึ่งเดือนก่อนวันเดินทาง เพื่อให้มีเวลาเพียงพอสำหรับการดำเนินการ
    • ตรวจสอบข้อมูลล่าสุดและคำแนะนำจากสถานทูตออสเตรีย เนื่องจากข้อกำหนดและกระบวนการอาจมีการเปลี่ยนแปลง

    การเข้าใจกระบวนการและการเตรียมเอกสารที่จำเป็นสำหรับการขอวีซ่าท่องเที่ยวออสเตรียเป็นสิ่งสำคัญในการวางแผนการเดินทางของคุณ โดยการติดตามคำแนะนำเหล่านี้ คุณจะเพิ่มโอกาสในการได้รับวีซ่าและสามารถเพลิดเพลินกับการเดินทางไปยังออสเตรียได้อย่างไม่มีกังวล

  • เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ”วีซ่าเชงเก้น” (Schengen Visa)

    เรื่องควรรู้เกี่ยวกับ”วีซ่าเชงเก้น” (Schengen Visa)

    วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) เป็นเอกสารสำคัญที่นักเดินทางจำเป็นต้องมี หากต้องการเข้าเยือนประเทศในกลุ่มเชงเก้น ซึ่งประกอบไปด้วย 26 ประเทศในยุโรป วีซ่านี้ช่วยให้คุณสามารถเดินทางข้ามประเทศเหล่านี้ได้อย่างอิสระโดยไม่ต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมืองในแต่ละประเทศ ทำให้การท่องเที่ยวหรือการทำธุรกิจในยุโรปเป็นเรื่องง่ายขึ้น การขอวีซ่าเชงเก้นนั้นมีขั้นตอนและเงื่อนไขที่ควรทราบ เพื่อให้การเตรียมเอกสารและการเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น

    “วีซ่าเชงเก้น” (Schengen Visa)

    เข้าสู่หน้าหนาวเมื่อไหร่ หลายคนมักจะวางแผนที่จะไปเที่ยวยุโรป เพราะอยากไปสัมผัสอากาศหนาว เคาท์ดาวน์ปลายปีหรือไปฮันนีมูนกับคู่รัก อีกทั้งเยี่ยมชมสถาปัตยกรรมที่หรูหราซึ่งเป็นมรดกอันล้ำค่าแห่งยุโรป รวมไปถึงไปสถานที่ท่องเที่ยวธรรมชาติที่สายงามราวภาพฝัน แน่นอนว่า หลายประเทศในยุโรปต้องขอวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) เพื่อให้คุณเดินทางเข้า-ออกได้อย่างสะดวกสบาย และไปได้หลายประเทศในทริปเดียว

    โดยผู้ที่ได้รับวีซ่าเชงเก้นจะสามารถเดินทางไปยัง 26 ประเทศในยุโรปได้ โดยไม่ต้องขอวีซ่าที่ชายแดนของแต่ละประเทศ ซึ่งได้แก่ประเทศ ออสเตรีย, เบลเยี่ยม, สาธารณรัฐเชก, เดนมาร์ก, อิตาลี, ลัตเวีย, ลิธัวเนีย, ลักเซมเบิร์ก, ฝรั่งเศส, เยอรมนี, มอลตา, เนเธอร์แลนด์, โปแลนด์, โปรตุเกส, สโลวาเกีย, สโลวีเนีย, เอสโตเนีย, ฟินแลนด์, กรีซ, ฮังการี, สเปน, สวีเดน, นอร์เวย์, ไอซ์แลนด์, สวิตเซอร์แลนด์ และลิกเตนสไตน์

    นอกจากนี้วีซ่าเชงเก้นยังสามารถใช้เข้าประเทศที่ไม่ได้อยู่ในข้อตกลงได้อีกอาทิ โมนาโค, ซานมารีโน และวาติกัน อีกทั้งยังมีอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจอย่าง โครเอเชีย ที่อนุญาตให้ผู้ถือเชงเก้นวีซ่าแบบ Double Entry หรือ Multiple Entry ที่ยังไม่หมดอายุ ก็สามารถเดินทางเข้าประเทศได้เช่นกัน ทั้งนี้สำหรับวีซ่าเดินทางเข้า-ออกหลายครั้งนั้น มีข้อกำหนดไว้ว่าคุณสามารถเดินทางไปยังประเทศในกลุ่มเชงเก้นและใช้เวลาในประเทศเหล่านั้นรวมกันแล้วต้องไม่เกิน 90 วัน ภายในระยะเวลา 180 วัน (ประมาณ 6 เดือน)

    โดยจะเริ่มนับตั้งแต่วันแรกที่เดินทางเข้าประเทศในกลุ่มสัญญาเชงเก้น (Schengen) โดยประมวลกฎหมายเกี่ยวกับวีซ่าของประเทศในเขต EU (810/2009) ระบุถึงเงื่อนไขในการอนุมัติวีซ่าเชงเก้นไว้ ดังนี้

    • คุณจะต้องเดินทางออกจากประเทศในเขตเชงเก้นก่อนวีซ่าจะหมดอายุ
    • คุณจะต้องมีเงินเพียงพอสำหรับการใช้จ่ายในขณะที่อยู่ในประเทศ และชี้แจงวัตถุประสงค์ของการเดินทาง
    • การยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภทพำนักระยะสั้น ไม่สามารถยื่นเอกสารล่วงหน้าเกินกว่า 90 วันก่อนเดินทาง
    • คุณต้องยื่นเอกสารในการสมัครวีซ่าเชงเก้นอย่างน้อย 15 วัน ตามปฏิทินก่อนวันที่ประสงค์จะเดินทาง โดย VFS Global จะเป็นสำนักงานตัวแทนที่รับผิดชอบในการรับและคืนหนังสือเดินทางสำหรับการยื่นเอกสารสมัครวีซ่าระยะสั้น
    • ผู้ที่เดินทางบ่อย ๆ และมีประวัติการเดินทางที่ดีจะได้รับวีซ่าสำหรับเข้าออกหลายครั้ง ซึ่งจะมีอายุยาวนานขึ้นในแต่ละครั้งที่ขอ โดยเริ่มจาก 1 ปี จนถึงมากที่สุด 5 ปี
    • เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบการปฏิบัติตามเงื่อนไขการเข้าประเทศของนักเดินทางแต่ละคนอย่างละเอียด ส่วนคนที่ไม่เคยมีประวัติเสียนั้นจะได้รับวีซ่าสำหรับเข้าออกหลายครั้งที่มีอายุการใช้งานนาน
    • ผู้ถือวีซ่าสำหรับเข้า-ออกหลายครั้ง สามารถเดินทางเข้ามาใน EU ได้ไม่จำกัดครั้งตลอดระยะเวลาที่วีซ่ายังไม่หมดอายุ

    ประเภทของวีซ่าเชงเก้น

    วีซ่าเชงเก้นมีหลายประเภทขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเดินทาง ต่อไปนี้คือประเภทหลัก ๆ ที่คุณควรรู้:

    1. วีซ่าท่องเที่ยว (Tourist Visa)
      เป็นประเภทที่นิยมที่สุด สำหรับนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางไปเยี่ยมชมสถานที่ท่องเที่ยวในเขตเชงเก้น วีซ่าท่องเที่ยวมักมีอายุการใช้งานตั้งแต่ 30 วันถึง 90 วัน
    2. วีซ่าธุรกิจ (Business Visa)
      สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางเพื่อวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ เช่น การประชุม การเจรจาธุรกิจ หรือเข้าร่วมงานอีเวนต์
    3. วีซ่าเยี่ยมญาติหรือเพื่อน (Visiting Friends or Relatives Visa)
      หากคุณต้องการเดินทางไปเยี่ยมญาติหรือเพื่อนในเขตเชงเก้น คุณสามารถขอวีซ่าประเภทนี้ได้ วีซ่านี้จะอนุญาตให้คุณพักอยู่ในประเทศที่มีการเชิญชวนโดยเพื่อนหรือญาติได้ในช่วงระยะเวลาที่กำหนด
    4. วีซ่าการศึกษา (Study Visa)
      สำหรับผู้ที่ต้องการเข้าร่วมหลักสูตรระยะสั้นหรือศึกษาต่อในประเทศสมาชิกของเขตเชงเก้น
    5. วีซ่าทางการแพทย์ (Medical Visa)
      สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศสมาชิกเชงเก้นเพื่อเข้ารับการรักษาทางการแพทย์หรือการผ่าตัด
    วีซ่าเชงเก้น

    เงื่อนไขการขอวีซ่าเชงเก้น

    การขอวีซ่าเชงเก้นมีข้อกำหนดและเงื่อนไขที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด เพื่อให้สามารถเดินทางไปยังเขตเชงเก้นได้อย่างราบรื่น ต่อไปนี้คือเงื่อนไขเบื้องต้น:

    1. แผนการเดินทางที่ชัดเจน
      คุณต้องมีแผนการเดินทางที่ชัดเจนและแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นวันที่จะเดินทางเข้าและออกจากเขตเชงเก้น รวมถึงรายละเอียดของที่พัก
    2. การประกันสุขภาพการเดินทาง
      การประกันสุขภาพการเดินทางเป็นข้อกำหนดที่สำคัญ ซึ่งต้องครอบคลุมค่ารักษาพยาบาลอย่างน้อย 30,000 ยูโร ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือเจ็บป่วยขณะอยู่ในเขตเชงเก้น
    3. เอกสารการเงิน
      คุณต้องแสดงหลักฐานที่สามารถยืนยันได้ว่าคุณมีเงินเพียงพอสำหรับใช้จ่ายระหว่างการเดินทาง เช่น สลิปเงินเดือน ใบรับรองบัญชีธนาคาร หรือหนังสือรับรองจากนายจ้าง
    4. จดหมายเชิญ (ในบางกรณี)
      หากคุณเดินทางเพื่อเยี่ยมญาติหรือเพื่อน คุณจะต้องมีจดหมายเชิญจากบุคคลที่คุณจะเยี่ยมในประเทศที่คุณตั้งใจจะไป

    ขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้น

    การขอวีซ่าเชงเก้นประกอบไปด้วยหลายขั้นตอนที่ต้องทำอย่างครบถ้วน เพื่อให้ได้รับวีซ่าตามกำหนด ต่อไปนี้คือขั้นตอนทั่วไปในการขอวีซ่าเชงเก้น:

    1. เลือกประเภทของวีซ่า
      ขั้นแรกคือการเลือกประเภทของวีซ่าที่ตรงกับวัตถุประสงค์การเดินทางของคุณ เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าธุรกิจ หรือวีซ่าเยี่ยมญาติ
    2. กรอกแบบฟอร์มการขอวีซ่า
      คุณต้องกรอกแบบฟอร์มการขอวีซ่าผ่านทางเว็บไซต์ของสถานกงสุลหรือสถานทูตที่เกี่ยวข้อง แบบฟอร์มนี้ต้องกรอกข้อมูลส่วนตัวและรายละเอียดการเดินทาง
    3. ยื่นเอกสารที่จำเป็น
      ยื่นเอกสารต่าง ๆ ที่จำเป็น เช่น หนังสือเดินทาง แผนการเดินทาง ประกันสุขภาพ ใบรับรองทางการเงิน และจดหมายเชิญ (ถ้ามี)
    4. นัดหมายสัมภาษณ์
      ในบางกรณี คุณอาจต้องนัดสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่ของสถานกงสุลหรือสถานทูต เพื่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวัตถุประสงค์ของการเดินทางและเอกสารที่ยื่น
    5. ชำระค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า
      ค่าธรรมเนียมสำหรับการขอวีซ่าเชงเก้นแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับประเทศและประเภทของวีซ่าที่คุณขอ โดยทั่วไปค่าธรรมเนียมจะอยู่ที่ประมาณ 60-80 ยูโร
    6. รอผลการอนุมัติวีซ่า
      หลังจากยื่นเอกสารและสัมภาษณ์แล้ว คุณจะต้องรอผลการอนุมัติวีซ่าจากสถานกงสุลหรือสถานทูต ซึ่งกระบวนการนี้อาจใช้เวลาประมาณ 15-30 วัน ขึ้นอยู่กับประเทศที่คุณยื่นขอ

    ข้อควรระวังในการขอวีซ่าเชงเก้น

    • ยื่นขอล่วงหน้า: ควรยื่นขอวีซ่าเชงเก้นอย่างน้อย 3 เดือนก่อนการเดินทาง เพื่อป้องกันความล่าช้าหรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้น
    • ข้อมูลต้องตรงกัน: ข้อมูลที่กรอกในแบบฟอร์มและเอกสารที่ยื่นต้องถูกต้องและตรงกัน หากมีความขัดแย้ง อาจทำให้วีซ่าถูกปฏิเสธได้
    • อย่าเดินทางเกินกำหนด: ผู้ถือวีซ่าเชงเก้นสามารถอยู่ในเขตเชงเก้นได้ไม่เกิน 90 วันในช่วงเวลา 180 วัน หากคุณอยู่เกินกำหนด อาจถูกห้ามเข้าประเทศในอนาคต

    สรุป

    การขอวีซ่าเชงเก้นเป็นกระบวนการที่สำคัญสำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางไปยังหลายประเทศในยุโรป การเข้าใจประเภทของวีซ่า ข้อกำหนดในการขอ และขั้นตอนที่ต้องอื่น ๆ

    วีซ่าเชงเก้นแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่ประเภทที่พบมากที่สุดคือ “วีซ่าท่องเที่ยวเชงเก้น” (Schengen Tourist Visa) ที่อนุญาตให้ผู้ถือเดินทางระยะสั้น ไม่เกิน 90 วันภายในระยะเวลา 180 วัน

    สามารถอ่านบทความเพิ่มเกี่ยวกับวีซ่าเชงเก้นได้ที่นี้

  • เจาะลึก Thailand Elite Visa ที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ อัพเดต 2023

    เจาะลึก Thailand Elite Visa ที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ อัพเดต 2023

    ประเทศไทยเป็นจุดหมายปลายทางที่ผู้คนทั่วโลกใฝ่ฝันที่จะมาเยือน ทั้งเพื่อการท่องเที่ยว, ธุรกิจ หรือแม้แต่การอาศัยระยะยาว ด้วยทิวทัศน์ที่น่าตื่นตาตื่นใจ มรดกวัฒนธรรมที่หลากหลาย และอาหารที่รสเลิศ ประเทศนี้มีทุกอย่างที่ทำให้ใครต่อใครต้องหลงรัก

    อย่างไรก็ตาม กระบวนการขอวีซ่าและตรวจคนเข้าเมืองอาจเป็นเรื่องที่ซับซ้อนสำหรับชาวต่างชาติ ในการตอบสนองต่อสถานการณ์นี้ รัฐบาลไทยได้เสนอโปรแกรมที่เรียกว่า “Thailand Elite Visa” ซึ่งเป็นโซลูชันที่น่าทึ่งสำหรับผู้ที่ต้องการอาศัยในไทยเป็นระยะเวลายาวนาน

    “Thailand Elite Visa” เป็นวีซ่าที่ออกแบบมาเพื่อมอบประสบการณ์ที่เหนือระดับ และความสะดวกสบายให้กับสมาชิกผู้ถือวีซ่าประเภทนี้จะได้รับสิทธิพิเศษมากมาย รวมถึงการเดินทางเข้าออกประเทศไทยได้โดยไม่มีข้อจำกัด บริการส่วนตัว และสิทธิพิเศษอื่นๆ ที่ช่วยให้การพำนักในไทยเป็นไปอย่างราบรื่นและสะดวกสบาย

    Thailand Elite Visa คืออะไร?

    “Thailand Elite Visa” เป็นโครงการที่ถูกออกแบบมาเพื่อตอบสนองความต้องการของชาวต่างชาติที่ปรารถนาที่จะมีที่อยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นระยะเวลายาวนาน หรือเดินทางเข้าออกประเทศไทยอย่างสะดวกสบาย วีซ่าประเภทนี้เป็นแบบ Multiple entry และมีความยืดหยุ่นในการต่ออายุ โดยมีระยะเวลาตั้งแต่ 5 ถึง 20 ปี และยังสามารถขยายระยะเวลาการอยู่อาศัยได้หนึ่งปีเมื่อเข้าประเทศในแต่ละครั้ง


    Thailand Elite Visa เหมาะสำหรับใคร?

    โครงการ Thailand Elite Visa หยิบยื่นทางเลือกที่ครอบคลุมให้กับชาวต่างชาติทั่วโลก ผู้สมัครเพียงแค่ต้องมีคุณสมบัติไม่กี่ข้อตามที่กำหนด และมีสถานะทางการเงินที่เพียงพอต่อการชำระค่าสมาชิก

    โครงการนี้เหมาะสำหรับบุคคลหลากหลายประเภท เช่น

    • Digital Nomad: ผู้ทำงานทางไกลที่ต้องการอยู่อาศัยในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องขอวีซ่าบ่อยครั้ง
    • ผู้เกษียณอายุ: ผู้ที่ต้องการใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสุขสบายในประเทศไทย โดยที่ไม่ต้องวุ่นวายกับกฎระเบียบวีซ่าที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ
    • นักลงทุนและนักธุรกิจ: บุคคลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งต้องการความคล่องตัวในการเดินทางเข้าและออกจากประเทศไทยหลายครั้งตลอดทั้งปี
    • ครอบครัวชาวต่างชาติ: ครอบครัวที่ต้องการย้ายมาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทย ที่มีค่าครองชีพที่ไม่สูงนัก รวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวก และระบบการศึกษาที่ได้มาตรฐาน

    สิทธิประโยชน์ของ Thailand Elite Visa คืออะไร?

    นอกจากจะสามารถอาศัยอยู่ในไทยได้เป็นระยะเวลานานแล้ว โครงการ Thailand Elite Visa ยังให้สิทธิพิเศษมากมายกับสมาชิก โดยจะมีความแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับแพ็คเกจสมาชิกที่เลือก ตัวอย่างสิทธิประโยชน์เหล่านี้ ได้แก่

    • การพำนักอยู่ในไทยระยะยาว: สมาชิกสามารถอาศัยอยู่ในประเทศไทยได้นานที่สุดถึง 20 ปี โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการต่ออายุวีซ่าบ่อย ๆ
    • วีซ่าแบบ Multiple-Entry: สะดวกสบายด้วยประเภทวีซ่าที่เข้า-ออกประเทศไทยได้หลายครั้ง ทำให้การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น
    • บริการช่วยเหลือที่สนามบิน: รับบริการระดับวีไอพีสุดพิเศษ เมื่อใช้บริการที่สนามบินไม่ว่าจะทั้งขาเข้าและขาออก รวมถึงการใช้บริการเลาจ์ และการตรวจหนังสือเดินทางแบบเร่งด่วน
    • บริการผู้ช่วยส่วนตัว: รับความช่วยเหลือแบบส่วนตัวจาก Elite Personal Liaison ตลอดระยะเวลาการเป็นสมาชิก
    • บริการรถลีมูซีน: ฟรีบริการรถลีมูซีนไป-กลับระหว่างสนามบินกับที่พัก
    • ส่วนลดพิเศษและกิจกรรมสันทนาการ: เข้าถึงส่วนลดและข้อเสนอพิเศษจากสถานประกอบการหลากหลายประเภท เช่น สปา สนามกอล์ฟ โรงแรม ร้านอาหาร และห้างสรรพสินค้า
    • การธนาคารและบริการทางการเงิน: เปิดบัญชีธนาคารและสมัครบัตรเครดิตที่ธนาคารในประเทศอย่างง่ายดาย เพียงมีหนังสือเดินทางและบัตรสมาชิก Thailand Elite
    • การยกเว้นภาษี: สิทธิประโยชน์จากการยกเว้นภาษีสำหรับรายได้ที่มาจากต่างประเทศ
    • ทางเลือกด้านประกันสุขภาพ: ความยืดหยุ่นในข้อกำหนดด้านการประกันสุขภาพ ซึ่งแตกต่างจากวีซ่าประเภทอื่น
    • บริการสมาชิกตลอด 24 ชั่วโมง: ขอรับความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมงทุกวัน ผ่านทางอีเมลหรือโทรศัพท์
    • บริการด้านกฎหมาย: สิทธิพิเศษในการเข้าถึงผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย เกี่ยวกับการย้ายถิ่นฐานและการอยู่อาศัยในไทย

    แพ็คเกจสมาชิกและค่าสมัคร

    โครงการ Thailand Elite แตกต่างจากวีซ่ามาตรฐานทั่วไป โดยผู้สนใจสามารถเลือกแพ็คเกจสมาชิกที่เหมาะสมที่สุด ตามอายุวีซ่า สมาชิกครอบครัว รวมถึงรูปแบบสิทธิพิเศษที่ต้องการ ด้วยตัวเลือกที่แตกต่างกันถึง 8แพ็คเกจ สมาชิกจึงสามารถเลือกสรรและปรับแต่งประสบการณ์ Thailand Elite Visa ของตนเองได้

    แพ็คเกจเหล่านี้ประกอบด้วย:

    Elite Easy Access

    • เหมาะสำหรับบุคคลทั่วไป ด้วยค่าธรรมเนียมที่คุ้มค่าและส่วนลดพิเศษ ณ สถานประกอบการจำนวนมาก
    • อายุสมาชิก 5 ปี
    • ค่าสมัคร: 600,000 บาท

    Elite Family Excursion

    • สำหรับครอบครัวที่ต้องการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยหลายครั้งในแต่ละปี และอยู่ในไทยเป็นเวลานาน
    • อายุสมาชิก 5 ปี
    • ค่าสมัคร: 800,000 บาท
    • ค่าสมาชิกเพิ่มเติม: 300,000 บาทต่อท่าน

    Elite Family Alternative

    • สำหรับครอบครัวที่ต้องการเดินทางเข้ามายังประเทศไทยหลายครั้งในแต่ละปี และอยู่ในไทยเป็นเวลานาน
    • อายุสมาชิก 10 ปี
    • ค่าสมัคร: 800,000 บาท
    • ค่าสมาชิกเพิ่มเติม: 700,000 บาทต่อท่าน

    Elite Privilege Access

    • เหมาะสำหรับผู้ที่ชื่นชอบบริการแบบวีไอพีและส่วนลดพิเศษ รวมถึงการตรวจสุขภาพประจำปี
    • อายุสมาชิก 10 ปี
    • ค่าสมัคร: 1,000,000 บาท
    • ค่าสมาชิกเพิ่มเติม: 800,000 บาทต่อท่าน

    Elite Superiority Extension

    • สำหรับบุคคลทั่วไปที่ต้องการพักอาศัยในประเทศไทยระยะยาวกับไลฟ์สไตล์ที่หรูหรา
    • อายุสมาชิก 20 ปี
    • ค่าสมัคร: 1,000,000 บาท

    Elite Family Premium

    • สิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกในครอบครัวของสมาชิก Elite Ultimate Privilege
    • อายุสมาชิกขึ้นอยู่กับสมาชิกหลัก
    • ค่าสมัคร: 1,000,000 บาท

    Elite Maxima Health

    • เหมาะสำหรับอายุ 55 ปี ขึ้นไป รวมตรวจสุขภาพต่างๆ และสวัสดิการประกันภัยด้วย
    • อายุสมาชิก 5 ปี
    • ค่าสมัคร: 1,500,000 บาท

    Elite Ultimate Privilege

    • สัมผัสสิทธิประโยชน์และส่วนลดสูงสุด พร้อมการดูแลแบบวีไอพี ตลอดอายุสมาชิก
    • อายุสมาชิก 20 ปี
    • ค่าสมัคร: 2,000,000 บาท

    ตัวเลือกเพิ่มเติม: Flexible Plus Program สำหรับนักลงทุนและนักธุรกิจ

    โครงการ Thailand Elite Visa ได้นำเสนอ Flexible Plus Program โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อดึงดูดนักลงทุนและนักธุรกิจต่างชาติ เพื่อช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจไทย โดยสมาชิกสามารถขอใบอนุญาตทำงาน เพิ่มความคล่องตัวให้กับการดำเนินธุรกิจในประเทศไทย

    รายละเอียดสำคัญและคุณสมบัติของผู้สมัครมีดังนี้

    • ต้องเป็นผู้ถือ Thailand Elite Visa ที่มีอายุสมาชิก 10 ปีขึ้นไป และมีค่าธรรมเนียมมากกว่า 1 ล้านบาท
    • ผู้สมัครที่มีสิทธิ์ประกอบด้วยสมาชิก Elite Ultimate Privilege, Elite Superiority Extension และ Elite Privilege Access
    • สมาชิกปัจจุบันที่มีอายุใช้งานตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไปสามารถสมัครได้ โดยต้องลงทุนอย่างน้อย 1 ล้านเหรียญสหรัฐภายในหนึ่งปี และต้องเป็นการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ บริษัทจำกัด/มหาชน และตลาดหลักทรัพย์ในไทย
    • โปรแกรมมีอายุ 5 ปี โดยต้องแสดงหลักฐานการลงทุนทุกปีเพื่อรักษาสถานะสมาชิก

    เกณฑ์คุณสมบัติและข้อจำกัดในการสมัครสมาชิก Thailand Elite Visa

    คุณสมบัติ

    ผู้ที่สนใจเป็นสมาชิก Thailand Elite Visa จะต้องมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้:

    • ต้องถือหนังสือเดินทางต่างประเทศที่ยังไม่หมดอายุ
    • ต้องไม่มีประวัติอาชญากรรม
    • ต้องไม่มีประวัติการถูกเนรเทศจากประเทศใด ๆ
    • ต้องไม่มีประวัติการอยู่เกินกำหนดวีซ่า
    • ต้องไม่เคยถูกยื่นฟ้องล้มละลาย
    • ต้องไม่เป็นบุคคลวิกลจริต ไร้ความสามารถ หรือเสมือนไร้ความสามารถ
    • ต้องมีอายุอย่างน้อย 20 ปี หากสมัครเป็นสมาชิก Elite Ultimate Privilege
    • ต้องไม่ได้มาจากประเทศที่อยู่ภายใต้การคว่ำบาตรของสหประชาชาติ

    ข้อจำกัด

    • สมาชิกของ Thailand Elite Visa ไม่สามารถได้รับการจ้างงานหรือขอใบอนุญาตทำงานในไทย เว้นแต่ผู้ที่ได้รับอนุญาตภายใต้ Flexible Plus Program
    • การเป็นสมาชิก Thailand Elite Visa ไม่ได้ให้สถานะผู้พำนักถาวรในประเทศไทย
    • สถานะสมาชิก Thailand Elite Visa ไม่สามารถถ่ายโอนได้ ยกเว้นสมาชิก Elite Family Premium
    • บุคคลที่ถือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยไม่ได้รับอนุญาตให้เป็นสมาชิก Thailand Elite Visa

    วิธีการสมัครสมาชิก Thailand Elite Visa

    ในการขอเป็นสมาชิกโครงการ Thailand Elite Visa นั้น นอกเหนือจากการมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว ผู้สนใจจะต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการสมัครดังต่อไปนี้

    1) เลือกแพ็คเกจสมาชิกที่เหมาะสม

    ผู้สมัครควรศึกษาและทำความเข้าใจสิทธิประโยชน์ของแพ็คเกจสมาชิกแต่ละแพ็คเกจ ซึ่งจะช่วยให้ตัดสินใจได้อย่างถี่ถ้วนในการเลือกแพ็คเกจที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของผู้สมัครแต่ละท่านมากที่สุด 

    2) ยื่นใบสมัคร

    ผู้สมัครสามารถยื่นใบสมัครผ่านตัวแทน Thailand Elite Visa ที่ได้รับการรับรอง ไม่ว่าท่านจะอยู่ที่ใดในโลก ทั้งนี้ ผู้สมัครจะต้องกรอกแบบฟอร์มให้ครบถ้วน และจัดเตรียมเอกสารประกอบที่จำเป็นทั้งหมด จากนั้น ตัวแทนที่ท่านไว้ใจจะช่วยอำนวยความสะดวกในกระบวนการสมัคร ผ่านการประสานงานกับสำนักงาน Thailand Elite และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ

    3) การชำระค่าสมาชิก

    เมื่อผ่านการตรวจสอบประวัติและได้รับการอนุมัติแล้ว ผู้สมัครจะได้รับจดหมายอนุมัติ ที่ระบุรายละเอียดเกี่ยวกับวิธีชำระเงินสำหรับแพ็คเกจสมาชิกที่เลือก ท่านสามารถชำระเงินได้หลายวิธี เช่น เงินสด บัตรเครดิต การโอนเงินผ่านธนาคาร หรือสกุลเงินดิจิทัล

    4) การตอบรับการเป็นสมาชิก

    หลังจากชำระเงินสำเร็จแล้ว ผู้สมัครจะได้รับจดหมายต้อนรับที่มีหมายเลขสมาชิก และบัตรสมาชิก Thailand Elite นอกจากนี้ จะมีคำแนะนำโดยละเอียดเกี่ยวกับการขอรับวีซ่าเข้าประเทศไทย

    5) การออกวีซ่า

    สมาชิกมีทางเลือกหลายทางในการขอประทับตราวีซ่า ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละบุคคล

    • สถานทูตหรือสถานกงสุลไทย: สมาชิกสามารถขอรับ Thailand Elite Visa ได้โดยติดต่อไปที่สถานทูตหรือสถานกงสุลไทยในประเทศที่ท่านอยู่
    • สนามบินในไทย: สมาชิกสามารถเลือกที่จะประทับตราวีซ่าเมื่อเดินทางมาถึงประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นที่สนามบินสุวรรณภูมิ หรือสนามบินดอนเมืองในกรุงเทพฯ รวมถึงสนามบินนานาชาติภูเก็ตและเชียงใหม่
    • สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง: สำหรับสมาชิกที่อยู่ในประเทศไทยอยู่แล้ว สามารถขอรับวีซ่าได้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองในกรุงเทพฯ โดยการนัดหมายกับเจ้าหน้าที่ของ Thailand Elite หรือขอรับบริการจากตัวแทน Thailand Elite ที่ได้รับการรับรอง

    ขั้นตอนการสมัครใช้เวลานานเท่าไหร่?

    ระยะเวลาในการดำเนินการของ Thailand Elite Visa ขึ้นอยู่กับปัจจัยที่แตกต่างกันของผู้สมัครแต่ละราย เช่น สำนักงานกงสุลไทยที่รับผิดชอบในการดำเนินการยื่นคำร้อง และประเทศที่พำนักของผู้ยื่นคำร้อง อย่างไรก็ตาม โดยเฉลี่ยแล้วกระบวนการสมัครและอนุมัติจะใช้เวลาประมาณ 30 ถึง 45 วัน หลังจากนำส่งเอกสารที่จำเป็นทั้งหมดแล้ว

    โครงการ Thailand Elite Visa ถือเป็นทางเลือกที่คล่องตัวและสะดวกสบายสำหรับชาวต่างชาติ ที่ต้องการมาใช้ชีวิตอยู่ในประเทศไทยระยะยาว โดยมีขั้นตอนการสมัครที่มีประสิทธิภาพและโปร่งใส ผู้สนใจที่จะสมัครเป็นสมาชิก Thailand Elite Visa สามารถขอความช่วยเหลือจากตัวแทนที่ได้รับอนุญาต เพื่อให้การเตรียมเอกสาร และขั้นตอนการสมัครเป็นไปอย่างรวดเร็วและราบรื่นที่สุดสำหรับท่าน

  • วีซ่าแคนาดา 2024 ขั้นตอนการขอวีซ่าและสิ่งที่ควรรู้

    วีซ่าแคนาดา 2024 ขั้นตอนการขอวีซ่าและสิ่งที่ควรรู้

    การขอวีซ่าแคนาดาเป็นขั้นตอนสำคัญในการเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปยังประเทศแคนาดา วีซ่าเป็นเอกสารที่อนุญาตให้บุคคลเข้าประเทศแคนาดาโดยถูกต้องตามกฎหมาย นอกจากนี้ยังมีหลายประเภทของวีซ่าที่สามารถขอได้ตามวัตถุประสงค์ของการเดินทาง รวมถึงวีซ่าท่องเที่ยว, วีซ่าทำงาน, วีซ่านักเรียน, วีซ่าเยี่ยมเยือน และวีซ่าพำนักระยะยาว

    วีซ่าแคนาดา คืออะไร?

    วีซ่าแคนาดา (Canada Visa) คือ เอกสารทางการทูตที่อนุญาตให้คนต่างด้าวเข้าสู่ประเทศแคนาดา เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมที่กำหนดไว้ เช่น การท่องเที่ยว, การศึกษา, การทำงาน, การทำธุรกิจ หรือสถานการณ์อื่นๆ ตามประเภทของวีซ่า


    ขั้นตอนทำวีซ่าแคนาดา:

    1.เลือกประเภทของวีซ่าแคนาดาพร้อมนัดหมายล่วงหน้า

    วีซ่าแคนาดาสามารถแบ่งออกเป็นหลายประเภท ได้แก่

    • Visitor Visa (TRV): ใช้สำหรับการท่องเที่ยว, เยี่ยมชม, หรือทำกิจกรรมท่องเที่ยวอื่นๆ ในแคนาดา
    • Study Permit: ใช้สำหรับนักเรียนหรือนักศึกษาที่ต้องการศึกษาในสถานศึกษาในแคนาดา
    • Work Permit: ใช้สำหรับบุคคลที่มีคุณสมบัติและความสามารถทำงานในแคนาดา โดยมีนายจ้างที่ได้รับการอนุญาต
    • Express Entry: เป็นระบบการขอวีซ่าเพื่ออาศัยถาวรในแคนาดาสำหรับบุคคลที่มีคุณสมบัติทางเศรษฐกิจ
    • Provincial Nominee Program (PNP): ผู้ที่มีผลงานทางวิชาการหรือทักษะในการทำงานและได้รับการเสนอชื่อจากประเทศท้องถิ่น (Province) สามารถขอวีซ่านี้ได้
    • Family Sponsorship: สมาชิกในครอบครัวที่เป็นพลเมืองแคนาดาสามารถสปอนเซอร์ (sponsor) สมาชิกในครอบครัวที่ต้องการเข้ามาอาศัยถาวร
    • Refugee and Asylum Seeker: สำหรับบุคคลที่กลับมาขอเอาชีวิตรอดในแคนาดาเนื่องจากสถานการณ์ที่ไม่ปลอดภัยในประเทศต้นทาง
    วีซ่าแคนาดา

    2.เตรียมเอกสารเพื่อยื่นขอวีซ่าแคนาดา

    เมื่อเลือกประเภทวีซ่าแคนาดาและนัดหมายวันยื่นคำร้องขอวีซ่ากับศูนย์ยื่นขอวีซ่าฯ เรียบร้อยแล้ว ในระหว่างนี้เองที่ทุกคนจะต้องเตรียมเอกสารต่างๆ เพื่อยื่นคำร้องขอวีซ่าแคนาดาให้พร้อมที่สุด โดยสามารถตรวจสอบได้ตามเช็กลิสต์เหล่านี้

    • แบบฟอร์มขอวีซ่าแคนาดา: หนึ่งในเอกสารสำคัญเพื่อใช้สำหรับยื่นคำร้องขอวีซ่าแคนาดา โดยวิธีกรอกแบบฟอร์มวีซ่าแคนาดาก็ไม่ยาก เพียงใส่รายละเอียดในแต่ละช่องให้เรียบร้อยครบถ้วนก็เป็นอันเสร็จสิ้น
    •  หนังสือเดินทาง (Passport): ใช้พาสปอร์ตเล่มจริง ที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 3 เดือน และมีหน้าว่าง 2 หน้าขึ้นไป พร้อมสำเนาหนังสือเดินทางปัจจุบันจำนวน 1 ชุดที่แสดงหน้าข้อมูลส่วนบุคคลและรูปถ่าย
    • รูปถ่าย 2 รูป: ภาพถ่ายสีขนาด 3.5*4.5 ซม. (1.5 นิ้ว) ที่มีอายุถ่ายไม่เกิน 6 เดือน โดยตัวบุคคลเจ้าของภาพถ่ายจะต้องหน้าตรง เห็นใบหน้าชัดเจน ไม่ใส่แว่นตา หรือสวมหมวกปิดศีรษะ
    • จดหมายแนะนำตัว (Cover Letter): ทำหนังสือแนะนำตนเอง โดยใส่ข้อมูลส่วนบุคคล พร้อมจุดประสงค์ในการเดินทางอย่างละเอียดชัดเจน
    • หลักฐานทางการเงิน (Bank Statement): รายการเดินบัญชีสมุดเงินฝากออมทรัพย์ที่ผ่านการรับรองจากธนาคาร
    • หนังสือรับรองเงินเดือน: หลักฐานที่แสดงถึงรายได้จากการทำงานของพนักงาน ซึ่งได้รับการรับรองจากทางบริษัท หรือหากเป็นผู้ที่ไม่มีรายได้สามารถใช้จดหมายรับรองค่าใช้จ่าย (Sponsorship Letter) ในการขอวีซ่าแคนาดาได้เช่นเดียวกัน
    • หลักฐานการจอง (Ticket Booking): สำหรับตั๋วเครื่องบิน และที่พัก โรงแรม หรือที่อยู่อาศัยของผู้เดินทาง
    • แผนการเดินทาง (Travel Itinerary): อธิบายรายละเอียดเกี่ยวกับการเดินทางไปยังประเทศแคนาดา

    นอกจากนี้ ทางผู้สมัครขอวีซ่าแคนาดาอาจต้องยื่นเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติม หากเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขเหล่านี้

    • กรณีที่ผู้ขอวีซ่าแคนาดามีจุดประสงค์เดินทางเพื่อเยี่ยมเยือนคนรู้จักหรือสมาชิกในครอบครัว หรือมีจุดประสงค์อื่น เช่น เข้าร่วมงานที่จัดขึ้นโดยหน่วยงาน บริษัท หรือองค์กร จะต้องให้บุคคลหรือหน่วยงานนั้นๆ ซึ่งอาศัยอยู่ในประเทศแคนาดา เป็นผู้ออกจดหมายเชิญ (Letter of Invitation) ให้ โดยทางผู้ออกเอกสารจะต้องใส่รายละเอียดต่างๆ ไว้ในเอกสารดังกล่าว ได้แก่ ข้อมูลส่วนบุคคลของผู้เชิญ และบอกจุดประสงค์ในการเชิญ พร้อมแจ้งความสัมพันธ์ระหว่างผู้เชิญและผู้ถูกเชิญ รวมทั้งระบุระยะเวลาในการเดินทาง จากนั้นให้เซ็นชื่อและลงวันที่อย่างชัดเจน
    • กรณีที่ผู้ขอวีซ่าแคนาดานักเรียน ให้ใช้จดหมายตอบรับเข้าเรียน หรือเอกสาร NOC (No Objection Certificate (NOC) ที่ออกโดยสถาบันการศึกษาในแคนาดา
    • กรณีที่ผู้ขอวีซ่าทำงาน จะต้องมีใบอนุญาตทำงาน (Work Permit) ก่อน ในขณะที่ทางนายจ้างหรือบริษัทในแคนาดาจะเป็นผู้ออกใบอนุญาตในการจ้างงานคนต่างชาติ (Labour Market Impact Assessment) ให้เข้ามาทำงานในประเทศแคนาดา ซึ่งเอกสารทั้งหมดนี้จำเป็นต่อการยื่นขอวีซ่าแคนาดาเพื่อทำงานนั่นเอง

    3.ส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ในวันนัดหมาย และรอผลวีซ่าแคนาดา

    ภายหลังจากรวบรวมเอกสารสำคัญต่างๆ เพื่อขอวีซ่าแคนาดาเรียบร้อยแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนสุดท้ายอย่างการส่งเอกสารให้กับทางสถานทูตฯ ในวันและเวลาที่นัดหมายไว้ นอกจากนี้ ในการขอวีซ่าแคนาดา จะใช้เวลารอผลพิจารณาวีซ่าประมาณ 30- 45 วันทำการ ดังนั้นจึงขอแนะนำให้ทางผู้ยื่นวีซ่าวางแผนให้ดีเพื่อให้การขอวีซ่าเพื่อเดินทางเป็นไปได้อย่างราบรื่น


    ค่าธรรมเนียมวีซ่าแคนาดา:

    • ค่าเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคล (Biometrics Fees): 85 CAD
    • วีซ่าแคนาดาท่องเที่ยว: 100 CAD
    • วีซ่าแคนาดานักเรียน: 150 CAD
    • วีซ่าแคนาดาทำงาน: 155 CAD

    อัปเดตใหม่! ไปแคนาดาไม่ต้องขอวีซ่าแล้ว

    ในข่าวล่าสุด, การเดินทางไปแคนาดาไม่ต้องการการขอวีซ่าแคนาดาอีกต่อไป! นักท่องเที่ยวที่ตรงตามเงื่อนไขต่อไปนี้สามารถเดินทางไปแคนาดาได้โดยไม่ต้องขอวีซ่าแคนาดา:

    1. ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกาทั้งแบบชั่วคราวหรือถาวร
    2. ผู้ที่เคยขอวีซ่าแคนาดามาภายใน 10 ปีที่ผ่านมา โดยวีซ่ายังไม่หมดอายุ
    3. ผู้ที่มีจุดประสงค์เดินทางท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
    4. ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศแคนาดาด้วยวิธีการโดยสารผ่านเครื่องบินเท่านั้น

    อย่างไรก็ตาม, ในการเดินทางนี้คุณจำเป็นต้องลงทะเบียน eTA (Electronic Travel Authorization) ก่อนเดินทาง.

    วีซ่าแคนาดาเป็นหนึ่งในประเภทของวีซ่าที่มีความต้องการสูง นักท่องเที่ยว, คนทำงาน, นักเรียน และบุคคลอื่นๆ ที่มีจุดประสงค์ในการเดินทางมีความต้องการต่างกัน. การเตรียมความพร้อมตั้งแต่การเลือกประเภทวีซ่าที่ต้องการเป็นขั้นแรก. จากนั้นนัดหมายกับทางศูนย์รับยื่นคำร้องวีซ่าเพื่อให้ทางสถานทูตตรวจสอบ. กระบวนการนี้อาจใช้เวลาประมาณ 30 – 45 วันทำการก่อนที่จะได้รับผลการพิจารณา.

    สำหรับใครที่ต้องการคำปรึกษาหรือสนใจทำวีซ่าแคนาดา, ทาง Doctor Visa คือผู้นำด้านการท่องเที่ยวที่มีบริการรับยื่นวีซ่าเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับท่านผู้เดินทางทุกท่าน

    สามารถอ่านบทความเพิ่มเกี่ยวกับวีซ่าแคนาดาได้ที่นี้

  • วีซ่าติดตามเจ้านาย สำหรับผู้ช่วยทำงานบ้าน (แม่บ้าน/พี่เลี้ยง)

    วีซ่าติดตามเจ้านาย สำหรับผู้ช่วยทำงานบ้าน (แม่บ้าน/พี่เลี้ยง)

    ผู้ช่วยทำงานบ้านที่ติดตามนายจ้างไปยังสหรัฐอเมริกาสามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท B-1 ได้ โดยผู้ช่วยทำงานบ้านในที่นี้ได้แก่ พ่อบ้าน คนขับรถ แม่บ้าน พี่เลี้ยงเด็ก และอื่นๆ

    บุคคลที่ติดตามผู้ว่าจ้างที่เป็นนักการทูตและข้าราชการของรัฐบาลต่างประเทศสามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท A-3 หรือ G-5 ได้ ขึ้นอยู่กับสถานะวีซ่าของผู้ว่าจ้าง

    คุณสมบัติ

    หากผู้สมัครเป็นผู้ช่วยทำงานบ้านและต้องการยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท B-1 ผู้สมัครจะต้องแสดงคุณสมบัติดังดังต่อไปนี้แก่เจ้าหน้าที่

    • วัตถุประสงค์ของการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาของท่านคือเพื่อเป็นผู้ช่วยทำงานบ้าน
    • ผู้สมัครตั้งใจที่จะอยู่ในสหรัฐอเมริกาในช่วงเวลาที่ระบุไว้เท่านั้น
    • นายจ้างของผู้สมัครมีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนด
    • ผู้สมัครมีหลักฐานแสดงความผูกพันทางสังคมหรือเศรษฐกิจในต่างประเทศ
    • ผู้สมัครมีที่พำนักอยู่นอกสหรัฐอเมริกาและมีความผูกพันอย่างแน่นแฟ้นที่จะรับประกันว่าท่านจะเดินทางกลับเมื่อสัญญาสิ้นสุดลง

    การติดตามผู้ถือวีซ่าชั่วคราว

    ผู้สมัครจะสามารถยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท B-1 ได้ ในกรณีที่ท่านเป็นผู้ช่วยทำงานในบ้านที่ต้องการติดตามหรือเดินทางไปทำงานให้กับนายจ้างซึ่งไม่ได้ถือสัญชาติอเมริกันหรือเป็นผู้ถือกรีนการ์ด ตลอดจนการติดตามนายจ้างที่ประสงค์จะยื่นคำร้องขอหรืออยู่ในสหรัฐอเมริกาอยู่แล้วด้วยวีซ่าชั่วคราวประเภท B, E, F, H, I, J, L, M, O, P, Q หรือ R โดยมีเงื่อนไขดังต่อไปนี้

    • ผู้สมัครมีประสบการณ์การทำงานในฐานะผู้ช่วยทำงานบ้านอย่างน้อยหนึ่งปีโดยมีคำรับรองจากผู้ว่าจ้างในอดีต
      • ผู้สมัครได้รับการว่าจ้างนอกสหรัฐอเมริกาโดยผู้ว่าจ้างของท่านเป็นเวลาอย่างน้อยหนึ่งปีก่อนผู้ว่าจ้างเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา หรือ
      • ความสัมพันธ์ระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้างเกิดขึ้นทันทีก่อนการยื่นคำร้องขอวีซ่าของผู้ว่าจ้าง และผู้ว่าจ้างสามารถแสดงได้ว่าตนได้วจ้างผู้ช่วยทำงานบ้านอย่างสม่ำเสมอ (รายปีหรือเป็นครั้งเป็นคราว) เป็นระยะเวลาหลายปีก่อนเวลาสมัคร
    • ผู้สมัครจะไม่ทำงานอื่น และจะได้รับที่พักและอาหารฟรี รวมทั้งตั๋วเครื่องบินไปกลับจากผู้ว่าจ้างของท่านตามที่ระบุไว้ในเงื่อนไขสัญญาว่าจ้าง

    การติดตามบุคคลที่มีสัญชาติอเมริกัน

    1. ผู้ช่วยส่วนตัวหรือผู้ช่วยทำงานบ้านที่จะเดินทางติดตามนายจ้างชาวอเมริกันหรือตามไปภายหลัง ไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราว อาจสามารถสมัครวีซ่าประเภท B-1 ได้ หากมีคุณสมบัติดังนี้

    • ลูกจ้างจะต้องมีถิ่นพำนักในประเทศไทยหรือประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่สหรัฐฯ และสามารถแสดงให้เห็นว่าท่านไม่ได้มีเจตนาที่จะอพยพย้ายถิ่นฐานไปยังสหรัฐฯ
    • ลูกจ้างจะต้องมีประสบการณ์ทำงานกับนายจ้างคนปัจจุบันเป็นระยะเวลาอย่างน้อยหกเดือน ก่อนผู้ว่าจ้างจะเดินทางไปสหรัฐฯ หรือนายจ้างสามารถแสดงได้ว่า ขณะที่ตนพำนักอยู่ต่างประเทศ ตนได้จ้างผู้ช่วยทำงานบ้านที่มีคุณสมบัติเช่นเดียวกันนี้เสมอ
    • ลูกจ้างจะต้องมีประสบการณ์ทำงานเป็นผู้ช่วยทำงานบ้านหรือผู้ช่วยส่วนตัวอย่างน้อยหนึ่งปี โดยอาจยื่นหลักฐานสนับสนุนเป็นหนังสือรับรองการทำงานจากนายจ้างคนก่อน
    • ลูกจ้างจะต้องนำเอกสารสัญญาว่าจ้างงานฉบับจริงหรือสำเนาที่มีการลงชื่อของทั้งนายจ้างและลูกจ้างติดตัวไป เพื่อแสดงกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของสหรัฐฯ

    2. นายจ้างชาวอเมริกันจะต้องเป็นผู้ที่ได้รับคำสั่งให้ย้ายไปประจำต่างประเทศบ่อยครั้งเป็นระยะเวลาสองปีขึ้นไป โดยถือเป็นหนึ่งในเงื่อนไขของสัญญาจ้าง โดยต้องได้รับการยืนยันจากแผนกบุคคลของนายจ้าง และนายจ้างชาวอเมริกันจะต้องเดินทางกลับไปพำนักในสหรัฐฯไม่เกินหกปี ลูกจ้างจะไม่รับการจ้างงานจากนายจ้างคนอื่นขณะทำงานกับนายจ้างคนเดิมอยู่ และนายจ้างจะเป็นผู้ให้ที่พัก อาหารและตั๋วเครื่องบินไปกลับตามที่ระบุไว้ภายใต้เงื่อนไขของสัญญาจ้าง

    3. สัญญาการจ้างงานต้องได้รับการลงนามและลงวันที่โดยนายจ้างและลูกจ้าง และมีการรับประกันจากนายจ้างที่นอกเหนือไปจากที่ระบุไว้ในข้อ (2) ข้างต้น ลูกจ้างจะได้รับค่าตอบแทนตามอัตราค่าจ้างขั้นต่ำหรืออัตราค่าจ้างต่อการทำงานแปดชั่วโมงต่อวัน โดยยึดอัตราใดก็ตามที่สูงกว่า สัญญาการจ้างงานยังต้องรวมถึงผลประโยชน์อื่นๆ ที่จำเป็นตามกฏหมายแรงงานสหรัฐฯ ในพื้นที่ของการจ้างงาน นายจ้างจะต้องแจ้งลูกจ้างอย่างน้อยสองสัปดาห์ล่วงหน้าหากต้องการยุติการจ้างงานและหากลูกจ้างมีความประสงค์จะยุติการทำงานกับนายจ้างก็ไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้ามากกว่า 2 สัปดาห์


    การติดตามผู้ย้ายถิ่นฐานถาวร (ผู้ถือกรีนการ์ด)

    ผู้ย้ายถิ่นฐานถาวร (ผู้ถือกรีนการ์ด) จะไม่สิทธิ์นำผู้ช่วยทำงานบ้านมายังสหรัฐอเมริกาด้วยวีซ่า B-1 ได้ไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม


    ข้อกำหนดเกี่ยวกับสัญญาว่าจ้างสำหรับผู้ถือวีซ่า B-1

    ผู้สมัครวีซ่าประเภท B-1 ต้องแสดงสัญญาว่าจ้างที่มีการลงนามโดยผู้สมัครและนายจ้างโดยจะต้องมีรายละเอียดดังต่อไปนี้

    • รายละเอียดหน้าที่ความรับผิดชอบในสหรัฐอเมริกา
    • จำนวนชั่วโมงทำงานของผู้สมัครต่อสัปดาห์
    • จำนวนวันหยุด วันพักผ่อน วันลาป่วยที่ได้รับอนุญาตต่อปี
    • วันหยุดต่อสัปดาห์
    • อัตราค่าจ้าง ที่ไม่ต่ำกว่าอัตราจ้างทั่วไปหรืออัตราจ้างขั้นต่ำต่อชั่วโมงภายใต้กฎหมายของรัฐ (แล้วแต่อัตราใดจะสูงกว่า) ที่ท่านจะไปทำงาน ท่านสามารถตรวจสอบอัตราจ้างขั้นต่ำในแต่ละพื้นที่ของสหรัฐอเมริกาได้ที่นี่ สำหรับอัตราค่าจ้างทั่วไปกรุณาดูรายละเอียดที่นี่
    • ใบรับรองว่าผู้สมัครจะได้ที่ห้องพักอาศัยและอาหาร
    • ใบรับรองจากนายจ้างเพื่อยืนยันว่าผู้สมัครจะไม่ตกเป็นภาระของรัฐระหว่างทำงานให้กับนายจ้าง
    • ใบรับรองจากนายจ้างเพื่อยืนยันว่าผู้สมัครจะไม่ทำงานให้นายจ้างอื่นๆระหว่างทำงานให้กับนายจ้าง
    • ใบรับรองว่านายจ้างจะไม่ยึดครองหนังสือเดินทางของผู้สมัคร
    • ใบรับรองว่าทั้งสองฝ่ายเข้าใจว่าผู้สมัครไม่จำเป็นต้องอยู่ภายในที่พักอาศัยนั้นนอกชั่วโมงการทำงานหากไม่ได้รับผลตอบแทน
    • ใบรับรองว่าผู้ว่าจ้างจะต้องแจ้งให้ลูกจ้างทราบอย่างน้อยสองสัปดาห์ล่วงหน้าหากจะยุติการว่าจ้าง และลูกจ้างไม่จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้ว่าจ้างทราบเกินสองสัปดาห์
    • ใบรับรองว่านายจ้างจะจ่ายค่าเดินทางให้แก่ผู้สมัครในครั้งแรกที่เดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา รวมถืงการเดินทางครั้งอื่นๆหากนายจ้างมีเหตุต้องย้ายงานต่อไป หรือค่าเดินทางกลับไปยังประเทศที่พักอาศัยของผู้สมัครเมื่อสิ้นสุดการว่าจ้าง

    การติดตามผู้ถือวีซ่า A-1, A-2 หรือ G-1 – G-4 (วีซ่า A-3 หรือ G-5)

    หากผู้สมัครเป็นผู้ช่วยทำงานในบ้านของบุคคลที่ได้รับวีซ่าประเภท A-1 หรือ A-2 หรือ G-1 ถึง G-4 ท่านจะสามารถยื่นขอวีซ่าประเภท A-3 หรือ G-5 ได้ โดยผู้สมัครจะต้องแสดงว่ามีคุณสมบัติตรงตามข้อกำหนดของวีซ่าประเภท A-3 หรือ G-5 (เช่น หนังสือรับรองจากอดีตนายจ้าง หลักฐานการทำงานประเภทนั้นในอดีต ฯลฯ) เจ้าหน้าที่กงสุลจะต้องแน่ใจว่านายจ้างมีถือสถานภาพทางราชการจริงและนายจ้างกับลูกจ้างมีเจตนาในการจะจ้างงาน (หรือจ้างอยู่แล้ว)ในลักษณะของนายจ้างและลูกจ้างอย่างแท้จริง นอกจากนั้นผู้ช่วยทำงานบ้านของนักการทูต (A3) และผู้ช่วยทำงานบ้านของลูกจ้างขององค์กรระดับนานาชาติ (G5) ต้องลงทะเบียนกับในระบบข้อมูล TOMIS ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯก่อนยื่นคำร้องขอวีซ่า สำหรับรายละเอียดการลงทะเบียน TOMIS โปรดติดต่อสำนักงานระบบข้อมูล TOMISที่สังกัดอยู่ภายใต้กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ

    ผู้สมัครวีซ่า A-3 และ G-5 ต้องเข้ารับการสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กงสุล และต้องปฏิบัติตามขั้นตอนการยื่นคำร้องทั่วไป แต่จะไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

    เจ้าหน้าที่กงสุลต้องพิจารณาให้แน่ใจว่าค่าจ้างที่ผู้สมัครวีซ่าประเภท A-3 หรือ G-5 จะได้รับนั้นเป็นค่าจ้างที่เป็นธรรมเมื่อเทียบกับอัตราจ้างสำหรับงานประเภทนั้นๆ และจะเพียงพอให้ผู้สมัครไม่ตกเป็นภาระของรัฐ โดยผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าดังกล่าวจะต้องแสดงสัญญาว่าจ้างที่มีการลงนามโดยนายจ้างและลูกจ้าง


    ข้อกำหนดเกี่ยวกับสัญญาสำหรับผู้ถือวีซ่า A-3/G-5

    ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท A-3 หรือ G-5 ต้องแสดงสัญญาว่าจ้างที่มีการลงนามโดยผู้สมัครและนายจ้าง โดยระบุรายละเอียดต่อไปนี้

    • การยืนยันว่าผู้สมัครจะได้รับค่าตอบแทนตามอัตราจ้างขั้นต่ำของกฏหมายรัฐบาลกลางสหรัฐฯ/กฏหมายของรัฐนั้น หรืออัตราจ้างทั่วไป (อัตราใดก็ได้ที่สูงกว่า) ท่านสามารถตรวจสอบอัตราจ้างขั้นต่ำของแต่ละพื้นที่ในสหรัฐอเมริกาได้ที่นี่ สำหรับอัตราจ้างทั่วไป กรุณาดูรายละเอียดที่นี่
    • การยืนยันว่าหลังจากการว่าจ้าง 90 วันแรกแล้ว ลูกจ้างจะต้องได้รับค่าตอบแทนทั้งหมดในรูปแบบของเช็คหรือการโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารทางของลูกจ้าง โดยที่นายจ้างหรือสมาชิกในครอบครัวของนายจ้างนั้นจะต้องไม่สามารถเข้าใช้บัญชีธนาคารของผู้สมัครได้
    • หากนายจ้างเป็นนักการทูตของรัฐบาลต่างประเทศ ผู้ช่วยทำงานบ้านที่อาศัยอยู่กับนายจ้างจะได้รับห้องพักอาศัยฟรี นอกเหนือจากเงินเดือนตามวิถีปฏิบัติทั่วไป
    • การยืนยันจากผู้สมัครว่าจะไม่ทำงานให้นายจ้างอื่นระหว่างที่ทำงานให้กัยนายจ้างนั้น
    • การรับรองจากนายจ้างว่าจะไม่ยึดครองหนังสือเดินทางของผู้สมัครและระบุว่าทั้งสองฝ่ายได้ตกลงร่วมกันเป็นการเรียบร้อยแล้วว่าผู้สมัครจะไม่จำเป็นต้องอยู่ในที่พักอาศัยนั้นหลังชั่วโมงการทำงานโดยไม่ได้รับผลตอบแทน
    • คำสัญญาว่าผู้ว่าจ้างจะได้รับการแจ้งล่วงหน้าอย่างน้อยสองสัปดาห์ก่อนจะยุติสัญญาการว่าจ้าง โดยที่ลูกจ้างอาจไม่จำเป็นต้องแจ้งให้นายจ้างทราบล่วงหน้าเกินสองสัปดาห์ก็ได้
    • สัญญาว่าจ้างนั้นมีความสำคัญ ในการช่วยผู้สมัครให้ได้รับทราบขอบข่ายงานที่ผู้สมัครอาจพิจารณาขอความคุ้มครองด้านการทำงานหรือการความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนได้ นายจ้างต้องจ่ายค่าเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกาในครั้งแรกและครั้งอื่นๆในกรณีที่นายจ้างย้ายไปปฏิบัติงานที่อื่นต่อไป หรือค่าเดินทางกลับไปยังประเทศของผู้สมัครเมื่อสิ้นสุดการจ้างงาน

    ท่านสามารถดาวน์โหลดตัวอย่างสัญญาว่าจ้างงานสำหรับวีซ่าประเภท A-3 และ G-5 ได้ที่นี่


    เอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นคำร้อง

    หากท่านยื่นคำร้องขอวีซ่า A-3 หรือ G-5 ท่านต้องยื่นเอกสารต่อไปนี้

    • ใบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราวในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (DS-160) ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บเพจ DS-160 นี้
    • หนังสือเดินทางที่สามารถใช้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกาได้ โดยหนังสือเดินทางดังกล่าวนั้นตะต้องมีอายุใช้งานคงเหลือมากกว่าระยะเวลาที่ท่านตั้งใจจะอยู่ในประเทศสหรัฐอเมริกาอย่างน้อยหกเดือน (นอกจากได้รับการยกเว้นจากข้อตกลงรายประเทศ) สำหรับผู้ที่ใช้หนังสือเดินทางร่วมกับผู้เยาว์ โปรดทราบว่าแต่ละคนที่ต้องการวีซ่าจะต้องยื่นใบคำร้องขอวีซ่าแยกกัน
    • รูปถ่ายขนาด 2×2″ (5 ซม.x5 ซม.) ที่ถ่ายไว้ไม่เกินหกเดือนหนึ่ง (1) ใบ รายละเอียดเกี่ยวกับข้อกำหนดของรูปถ่ายสามารถอ่านได้จากเว็บเพจนี้
    • ข้อกำหนดเกี่ยวกับผู้สมัครวีซ่า B-1 ใบเสร็จชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าชั่วคราวในสกุลเงินท้องถิ่นที่เทียบเท่ากับ 160 ดอลลาร์สหรัฐ โดยค่าธรรมเนียมนี้ไม่สามารถขอคืนได้ เว็บเพจนี้มีข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับการชำระค่าธรรมเนียมดังกล่าว หากวีซ่าของท่านผ่านการอนุมัติแล้ว ท่านยังอาจต้องชำระค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในการออกวีซ่า โดยจะขึ้นอยู่กับสัญชาติของท่าน เว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯมีข้อมูลที่จะช่วยระบุว่าท่านจะต้องชำระค่าธรรมเนียมในการออกวีซ่าหรือไม่ รวมถึงอัตราค่าธรรมเนียมดังกล่าว
    • สำเนาวีซ่าของนายจ้างหรือหลักฐานอื่นๆที่นายจ้างใช้สำหรับการเดินทางไปยังสหรัฐอเมริกา (เช่น หนังสือเดินทางของประเทศที่ได้รับการยกเว้นวีซ่าหรือหนังสือเดินทางสหรัฐอเมริกา)
    • สัญญาจ้างงานที่เขียนในภาษาของท่าน และมีการลงนามของทั้งผู้สมัครและนายจ้างกำกับ สัญญาจ้างงานฉบับนี้จะต้องมีคุณสมบัติตามข้อกำหนดทั้งหมดที่ได้กล่าวมาข้างต้น
    • สำหรับผู้สมัครวีซ่าประเภท A-3 และ G-5 เท่านั้น: ท่านจะต้องยื่นหนังสือนำทางราชการจากกระทรวงการต่างประเทศที่ยืนยันรายละเอียดตำแหน่งงานของนายจ้าง วันที่ออกเดินทาง วัตถุประสงค์การเดินทาง ระยะเวลาที่จะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกา และชื่อของลูกจ้างอย่างชัดเจน โดยที่ผู้สมัครวีซ่าประเภท A-3 และ G-5 จะไม่ต้องชำระค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

    นอกจากเอกสารดังที่กล่าวมาแล้ว ผู้สมัครยังต้องแสดงใบนัดสัมภาษณ์เพื่อยืนยันว่าท่านได้จองเวลานัดสัมภาษณ์ผ่านบริการนี้เป็นที่เรียบร้อยแล้ว และผู้สมัครสามารถนำเอกสารประกอบใดๆ ก็ตามที่เชื่อว่าจะสามารถแสดงข้อมูลประกอบให้เป็นที่พอใจแก่เจ้าหน้าที่กงสุลได้ติดตัวมาด้วย


    วิธีการสมัคร

    ขั้นตอนที่ 1

    กรอกใบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราวในระบบอิเล็กทรอนิกส์ (DS-160)

    ขั้นตอนที่ 2

    ชำระค่าธรรมเนียมในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

    ขั้นตอนที่ 3

    ทำการนัดสัมภาษณ์วีซ่าผ่านเว็บนี้ ท่านจะต้องมีข้อมูลต่อไปนี้เพื่อทำการนัดสัมภาษณ์

    • หมายเลขหนังสือเดินทางของท่าน
    • หมายเลขใบเสร็จชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าของท่าน (คลิก ที่นี่ หากท่านต้องการความช่วยเหลือในการค้นหาหมายเลขดังกล่าว)
    • หมายเลขบาร์โค้ดสิบ (10) หลักที่ระบุไว้บนหน้ายืนยันแบบฟอร์ม DS-160

    ขั้นตอนที่ 4

    ไปที่สถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกาตามวันและเวลาที่ท่านมีนัดสัมภาษณ์ ท่านต้องนำใบยืนยันนัดสัมภาษณ์ ใบยืนยัน DS-160 ของท่าน รูปถ่ายที่ถ่ายไว้ไม่เกินหกเดือนหนึ่งใบ หนังสือเดินทางเล่มปัจจุบันและเล่มเก่าทั้งหมด และใบเสร็จชำระเงินค่าธรรมเนียมวีซ่าตัวจริงมาด้วย ใบคำร้องใดที่ไม่มีเอกสารทั้งหมดนี้จะไม่ได้รับการพิจารณา


    เอกสารประกอบในการยื่นคำร้องขอวีซ่า

    เอกสารเพิ่มเติมในการยื่นขอวีซ่านั้นเป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้นที่เจ้าหน้าที่กงสุลจะนำมาพิจารณาในระหว่างการสัมภาษณ์ โดยเจ้าหน้าที่กงสุลจะตัดสินใบคำร้องแต่ละกรณีจากปัจจัยด้านอาชีพ สังคม วัฒนธรรม และปัจจัยอื่นๆที่มีอยู่ขณะที่ทำการพิจารณา โดยอาจดูจากเจตนา สถานการณ์ด้านครอบครัว แผนระยะยาวของท่าน ตลอดจนสถานการณ์ภายในประเทศที่ท่านอาศัยอยู่ ซึ่งแต่ละกรณีจะได้รับการตรวจสอบเป็นรายบุคคลภายใต้กฎหมาย

    ข้อควรระวัง: อย่าแสดงเอกสารปลอม การหลอกลวงหรือการกรอกข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงอาจทำให้ท่านเสียสิทธิ์ในการร้องขอวีซ่าอย่างถาวร หากท่านมีความกังวลเรื่องความลับของข้อมูล ท่านควรนำเอกสารต่างๆ ใส่ซองปิดผนึกมายังสถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกาด้วยตนเอง สถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกาจะไม่เปิดเผยข้อมูลของท่านต่อผู้ใดและจะเคารพข้อมูลที่เป็นความลับของท่าน

    ท่านควรนำเอกสารต่อไปนี้มาในวันสัมภาษณ์ด้วย

    • หลักฐานแสดงความสามารถของนายจ้างในการจ่ายค่าตอบแทนตามที่สัญญาได้ระบุไว้ หมายเหตุ: หากท่านยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภท A-3 หรือ G-5 ท่านจะไม่จำเป็นต้องแสดงหลักฐานดังกล่าวนี้ (Counsellor)หรือต่ำกว่า
    • หลักฐานที่แสดงว่าท่านจะพำนักอยู่ในสหรัฐอเมริกาเป็นการชั่วคราวเท่านั้น
    • ท่านสามารถหาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บไซต์ของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ
  • คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยื่นขอวีซ่าจีน

    คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการยื่นขอวีซ่าจีน

    จะเห็นว่าวีซ่าจีนมีหลากหลายประเภทและต้องทำเรื่องอย่างเป็นขั้นตอน จึงทำให้ใครหลายคนอาจเกิดข้อสงสัยและมีคำถามเกี่ยวกับการยื่นขอวีซ่าจีนที่มักพบอยู่บ่อยๆ ซึ่งเราได้รวบรวมมาฝากกัน

    ควรส่งใบสมัคร วีซ่าจีน ล่วงหน้าเป็นระยะเวลานานเท่าไร ?  

    ให้ส่งใบสมัครก่อนการเดินทาง 1 เดือน แต่ไม่ควรส่งก่อนการเดินทาง 3 เดือน ในกรณีพิเศษ การดำเนินการวีซ่าอาจมีระยะเวลาในการดำเนินงานนาน หากมีการเลื่อนระยะเวลา ทางเจ้าหน้าที่จะทำการแจ้งให้ทราบ


    การยื่นใบสมัครวีซ่าจีน ต้องนัดล่วงหน้าไหม ? 

    ให้ทำการนัดหมายออนไลน์กับทางศูนย์วีซ่าเพื่อที่จะยื่นใบสมัคร จากนั้นให้ผู้สมัครมาตามวัน และเวลาที่ได้นัดหมาย โดยไปถึงก่อนเวลาที่ได้นัดหมาย 10 นาที เมื่อถึงศูนย์วีซ่า กรุณาแสดงใบนัดหมาย และแจ้งชื่อผู้สมัครแก่เจ้าหน้าที่ เพื่อรับบัตรคิว เมื่อหมายเลขคิวถูกเรียก ให้นำใบสมัครยื่นแก่เจ้าหน้าที่ตามหมายเลขช่องที่ปรากฎบนหน้าจอ ศูนย์จะไม่รับใบสมัครการขอวีซ่าที่ไม่มีการนัดหมาย


    ค่าธรรมเนียม วีซ่าจีน เท่าไหร่

    สำหรับค่าธรรมเนียมวีซ่าจีนของผู้ถือสัญชาติไทยจะมีอัตราค่าบริการรวมภาษาเรียบร้อยแล้วดังนี้

    แบบเข้า-ออกประเทศ 1 ครั้ง

    • แบบทั่วไป 1,650 บาท
    • แบบเร่งด่วน 2,775 บาท
    • แบบเร่งด่วนพิเศษ 3,500 บาท

    แบบเข้า-ออกประเทศ 2 ครั้ง

    • แบบทั่วไป 2,650 บาท
    • แบบเร่งด่วน 3,775 บาท
    • แบบเร่งด่วนพิเศษ 4,500 บาท

    แบบเข้า-ออกประเทศหลายครั้งใน 6 เดือน

    • แบบทั่วไป 3,650 บาท
    • แบบเร่งด่วน 4,775 บาท
    • แบบเร่งด่วนพิเศษ 5,500 บาท

    แบบเข้า-ออกประเทศหลายครั้งใน 12 เดือน / 1 ปี

    • แบบทั่วไป 5,650 บาท
    • แบบเร่งด่วน 6,275 บาท
    • แบบเร่งด่วนพิเศษ 7,000 บาท

    ขอวีซ่าจีน ยากหรือไม่

    การขอวีซ่าจีนยากหรือไม่ เป็นหนึ่งในคำถามที่พบได้บ่อยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากทางผู้สมัครขอวีซ่าจีนมีการเตรียมเอกสารมาอย่างดี เช่น แบบฟอร์มวีซ่าจีน และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับแจ้งจุดประสงค์ในการเดินทางอย่างชัดเจน ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสผ่านวีซ่ามากขึ้นนั่นเอง


    ทำวีซ่าจีน ที่ไหนดี

    ทางผู้สมัครสามารถติดต่อขอทำวีซ่าจีนได้ที่ศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าจีนตามช่องทางการติดต่อนี้

    • ที่อยู่: 1550 อาคารธนภูมิ ชั้น5 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-207-5888
    • เวลาเปิดทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 โมง 

    วีซ่าจีนเป็นเอกสารสำคัญสำหรับผู้เดินทางเข้าไปยังประเทศจีนทุกคนต้องมี ดังนั้น ในการขอวีซ่าจีน ทางผู้สมัครจะต้องระบุประเภทวีซ่าให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางอย่างชัดเจน จากนั้นจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อม เช่น แบบฟอร์มวีซ่าจีน หนังสือเดินทาง และเอกสารสำคัญอื่นๆ เพื่อยื่นให้กับทางศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าจีนพิจารณาประมาณ 15-30 วันทำการ ก่อนแจ้งผล

    นอกจากนี้ สำหรับใครที่มีคำถามหรือข้อสงสัย ตลอดจนต้องการผู้ให้คำปรึกษาเรื่องวีซ่า หรือต้องการผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในการยื่นวีซ่า สามารถติดต่อ Doctor Visa ผู้นำด้านการท่องเที่ยวที่มีบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การรับยื่นวีซ่า พร้อมวางแบบการเดินทาง และจัดกรุ๊ปทัวร์เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษในการเดินทางของทุกท่าน

  • ขอวีซ่าอเมริกาต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มีวิธีทำอย่างไร?

    ขอวีซ่าอเมริกาต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มีวิธีทำอย่างไร?

    หากถามว่าประเทศไหนที่อยากจะไปเที่ยวสักครั้ง “อเมริกา” จะต้องเป็นหนึ่งในประเทศในใจของใครหลายคนแน่นอน เป็นที่ทราบกันดีว่า การขอวีซ่าอเมริกาเป็นเรื่องยาก และมีหลายปัจจัยที่ส่งผลให้การยื่นวีซ่าถูกปฏิเสธ เราจึงได้รวบรวมขั้นตอนการขอวีซ่าอเมริกา, เอกสารที่จำเป็น, ค่าธรรมเนียมวีซ่าอเมริกา, ระยะเวลาในการยื่น รวมไปจนถึงเคล็บลับการสัมภาษณ์วีซ่า เพื่อให้คุณมั่นใจว่าการขอวีซ่าครั้งนี้ ผ่านแน่นอน!

    ทำความรู้จักวีซ่าอเมริกา เตรียมความพร้อมก่อนยื่น ไม่ให้พลาด!

    ก่อนที่เราจะไปดูขั้นตอนการทำวีซ่าอเมริกา เราจำเป็นต้องศึกษาประเภทของวีซ่าให้เข้าใจเสียก่อน เพื่อให้แน่ใจว่าประเภทวีซ่าที่ทำการร้องขอ ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางจริงๆ โดยประเภทวีซ่าอเมริกา แบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ นั้นคือ

    • วีซ่าแบบชั่วคราว (Non-Immigrant Visa)
    • วีซ่าแบบถาวร (Immigrant Visa) 

    สำหรับการท่องเที่ยว และ การเรียนต่อ จะต้องทำการยื่นวีซ่าอเมริกาแบบชั่วคราว ดังนั้นบทความนี้ เราจะเจาะลึกไปที่การขอยื่นวีซ่าอเมริกาแบบชั่วคราวเป็นหลัก 


    ประเภทวีซ่าอเมริกาแบบชั่วคราว (Non-Immigrant Visa)

    สำหรับวีซ่าแบบชั่วคราว จะเป็นวีซ่าสำหรับผู้เดินทางที่มีจุดประสงค์บางอย่างโดยเฉพาะ ได้แก่ การท่องเที่ยว การเรียนต่อ การทำธุรกิจ และ การพำนักอยู่ที่อเมริกาในระยะเวลาหนึ่ง ดังนั้น การยื่นวีซ่า และ การสัมภาษณ์ จำเป็นต้องทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจว่าเรามีวัตถุประสงค์ในการพำนักที่อเมริกาเพียงแค่ระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น แล้วจะกลับไทยหลังเมื่ออายุวีซ่าสิ้นสุดลง 

    ประเภทวีซ่าอเมริกาแบบชั่วคราว แบ่งออกเป็นตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้ 

    • วีซ่าประเภท B-2 สำหรับท่องเที่ยว (ค่าธรรมเนียม 5,440 บาท)
    • วีซ่าประเภท B-1 สำหรับทำธุรกิจ สัมนา หรือ ประชุม  (ค่าธรรมเนียม 5,440 บาท)
    • วีซ่าประเภท C1 สำหรับเดินทางผ่านแดน (ค่าธรรมเนียม 5,440 บาท)
    • วีซ่าประเภท F, J และ M สำหรับนักเรียน เช่น นักเรียนโครงการแลกเปลี่ยน และ นักเรียนสายวิชาชีพ (ค่าธรรมเนียม 5,440 บาท)
    • วีซ่าประเภท H สำหรับแรงงานชั่วคราวตามฤดูกาล และการจ้างงาน (ค่าธรรมเนียม 6,460 บาท)
    • วีซ่าประเภท K สำหรับคู่หมั้นหรือคู่สมรสของชาวสหรัฐฯ (ค่าธรรมเนียม 9,010 บาท)
    • วีซ่าประเภท L สำหรับพนักงานที่ย้ายไปทำงานชั่วคราวภายใต้การจ้างงานของบริษัทในเครือเดียวกัน (ค่าธรรมเนียม 6,460 บาท) 

    *ทั้งนี้ ค่าธรรมเนียมการขอยื่นวีซ่า อาจมีการผันแปรตามค่าเงินในช่วงเวลานั้นๆ 


    ขั้นตอนการยื่นวีซ่าอเมริกาแบบชั่วคราว

    การทำการขอวีซ่าอเมริกา จำเป็นต้องกรอกคำร้อง และ นัดหมายวันสัมภาษณ์ผ่านเว็บไซต์ของสถานทูตอเมริกาก่อน โดย 

    1. เข้าเว็บไซต์ ustraveldocs เพื่อศึกษารายละเอียดการทำวีซ่าอเมริกาและเงื่อนไขต่างๆ 
    2. กรอกแบบคำร้องขอวีซ่าชั่วคราว (DS-160) ได้ที่ลิ้ง และพิมพ์ใบยืนยันแบบฟอร์ม 
    3. สร้างโปรไฟล์ส่วนตัว ที่เว็บไซต์ ustraveldocs จากนั้น ให้เลือกประเภทและที่อยู่ในการจัดส่งเล่มหนังสือเดินทาง
    4. ชำระค่าธรรมเนียม
    5. จองวันสัมภาษณ์ ซึ่งทำการจองได้หลังจากชำระค่าธรรมเนียม เวลา 12.00 น. ของวันถัดไป 
    6. สัมภาษณ์วีซ่าที่สถานทูต หรือ กงสุลอเมริกาในไทย
    7. ส่งคืนหนังสือเดินทางทางไปรษณีย์ (หากสัมภาษณ์ผ่าน จะได้เล่มหนังสือเดินทางพร้อมวีซ่า)

    แบบฟอร์ม และ เอกสารจำเป็นสำหรับยื่นวีซ่าอเมริกา

    เนื่องจากเอกสารประกอบการยื่นวีซ่า เป็นปัจจัยสำคัญที่เจ้าหน้าที่สถานทูตใช้ในการตัดสินว่าคุณมีคุณสมบัติ หรือ ความพร้อมมากแค่ไหนในการท่องเที่ยว และ พำนักที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ดังนั้นเอกสารที่เตรียมไปเพื่อสัมภาษณ์ ควรเป็นความจริง และ ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเอกสารบ่งบอกตัวตน, ใบรับรองอาชีพการงาน, จดหมายสถานะทางการเงิน และ เอกสารจำเป็นอื่นๆ   

    โดยผู้ยื่นวีซ่า ควรเตรียมเอกสารให้ครบถ้วนทั้งตัวจริง และ สำเนา ดังนี้

    • แบบฟอร์มขอวีซ่าอเมริกาออนไลน์ Nonimmigrant Visa Electronic Application (DS-160) ไปที่เว็บเพจ DS-160
    • พาสปอร์ตมีอายุอย่างน้อย 6 เดือน นับจากวันสุดท้ายหลังไปพำนักในอเมริกา (ประเทศไทยอยู่ในลิสต์ของ กลุ่มประเทศได้รับยกเว้นเงื่อนไขนี้) 
    • รูปถ่ายพาสปอร์ตหนึ่งใบ ขนาด 2”x 2” (5 cm x 5 cm) ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน ดูสเปครูปถ่ายขอวีซ่าอเมริกา 
    • ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่าอเมริกา จำนวน US$160 ดูราคาค่าธรรมเนียมทำวีซ่าอเมริกา เป็นอัตราเงินบาท ที่เว็บนี้
    • จดหมายนัดสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา (Interview appointment letter) ท่านได้จองวันสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ที่เว็บนี้ 
    • เอกสารประกอบ: ผู้ยื่นขอวีซ่าอเมริกา ยื่นเอกสารเพิ่มเติมใดๆต่อเจ้าหน้าที่กงสุลก็ได้ หากเอกสารนั้นเป็นประโยชน์ และสนับสนุนเคสให้มีความแข็งแรง

    หมายเหตุ: นอกเหนือจากข้อมูลที่ได้กรอกลงในแบบฟอร์มขอวีซ่าอเมริกาออนไลน์ เอกสารประกอบการขอวีซ่าอเมริกา เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เจ้าหน้าที่กงสุลนำมาใช้ร่วมในการตัดสินใจ โดยเจ้าหน้าที่พิจารณาคำร้องขอวีซ่าแต่ละบุคคลอย่างเป็นอิสระต่อกันภายใต้กรอบกฏหมาย โดยวิเคราะห์อาชีพการงาน ประเมินสถานะทางสังคม เศรษฐกิจ และวัฒนธรรม รวมทั้งเงื่อนไขอื่นๆ การตัดสินใจให้วีซ่าอเมริกาผ่านหรือไม่ เจ้าหน้าที่กงสุลตรวจหาเหตุผลที่แท้จริงของการเดินทางไปอเมริกา ดูภาพรวมของครอบครัว และแผนการใช้ชีวิตระยะยาวในประเทศที่ผู้ขอวีซ่าและครอบครัวมีถิ่นพำนักอาศัยถาวร

    * โดยทั่วไป การยื่นเอกสารรับรองการทำงานหรือเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจ หลักฐานการเงินที่ดี สเตทเมนต์ธนาคารที่แข็งแรง และ/หรือเอกสารเกี่ยวกับครอบครัว สิ่งเหล่านี้อาจเพียงพอแสดงให้เห็นถึงวัตถุประสงค์ของการเดินทางที่แท้จริง ยืนยันถึงเจตจำนงของท่านในการเดินทางกลับประเทศไทยหลังเสร็จสิ้นภาระกิจในอเมริกา การขอวีซ่าอเมริกาอาจผ่านการอนุมัติอย่างไม่มีปัญหาใดๆ 

    ** ควรยื่นหลักฐานแสดงถิ่นพำนักอาศัยถาวรในไทยและความผูกพันต่อประเทศไทย มากกว่าไปเน้นแสดงหลักฐานหรือการรับรองจากครอบครัว ญาติพี่น้อง หรือเพื่อนของท่านที่อยู่ในสหรัฐอเมริกา
    โปรดระวัง: อย่านำเสนอเอกสารเท็จ การปลอมแปลงเอกสารหรือบิดเบือนข้อเท็จจริง อาจส่งผลให้ท่านไม่มีคุณสมบัติในการขอวีซ่าอเมริกาตลอดไป โดนขึ้นบัญชีแบล็คลิสต์ห้ามเข้าอเมริกา โปรดตรวจสอบให้มั่นใจว่า ท่านตอบทุกคำถามในแบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าอเมริกาอย่างครบถ้วนและถูกต้อง ในวันสัมภาษณ์กับเจ้าหน้าที่กงสุล คำตอบของท่านต้องสอดคล้องตรงกันกับข้อมูลที่ได้กรอกลงในใบคำร้องขอวีซ่าอเมริกา

    • เอกสารสำคัญหรือเอกสารลับเฉพาะใดๆ ควรอยู่ในซองปิดผนึกและประทับตราโดยหน่วยงานผู้ออกเอกสาร  สถานทูตหรือสถานกงสุลอเมริกันจะจัดเก็บรักษาข้อมูลทุกอย่างเป็นความลับและไม่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว 
    • เอกสารนำติดตัวไปสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา ควรใช้เอกสารตัวจริง (ถ้ามี) ดูน่าเชื่อถือมากกว่าสำเนา ไม่ส่งเอกสารประกอบใดๆ ทางแฟกซ์ อีเมล์ หรือทางไปรษณีย์ ไปยังสถานทูตอเมริกา (ยกเว้นถูกร้องขอจากสถานทูตเท่านั้น)

    เอกสารนำไปสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกา

    • หลักฐานการเงิน เช่น สเตทเมนต์บัญชีธนาคารย้อนหลังอย่างน้อย 6-12 เดือน จดหมายรับรองธนาคารอัพเดตล่าสุด ผู้ยื่นวีซ่าอเมริกาควรเน้นบัญชีที่มียอดเงินมาก มีการหมุนเวียนที่ดี จะเป็นประโยชน์ต่อการพิจารณา
      *กรณีมีเงินในบัญชีไม่มาก ให้นำเสนอเอกสารอื่นๆ แสดงความแข็งแรงด้านอาชีพการงานหรือธุรกิจ (เช่น มีอาชีพที่มั่นคง มีแหล่งรายได้อื่น หรือมีผู้สนับสนุนด้านการเงินในการเดินทางครั้งนี้) หรือด้านสถานะสังคม (เช่น ขอจดหมายรับรองจากบุคคลสำคัญ ข้าราชการ นักการเมืองท้องถิ่น ครู แพทย์ หรือนักการศาสนา) สิ่งเหล่านี้อาจสนับสนุนเคสให้แข็งแรงขึ้นได้ (แล้วแต่กรณี case-by-case) 
      *ผู้ทำวีซ่าอเมริกาควรมียอดเงินในบัญชีเท่าไหร่? มีมากเท่าไหร่ยิ่งเป็นผลดี แต่บางท่านอาจมีเงินในบัญชีไม่ถึงแสนบาท หรือมีเพียงแสนสองแสนบาท ก็ยังยื่นได้ หากเจ้าหน้าที่กงสุลมั่นใจว่า ท่านมีอาชีพการงานที่ดี มีบ้านพักเป็นหลักแหล่ง มีครอบครัวอบอุ่น มีเงินเพียงพอครอบคลุมค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และจะเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อเสร็จภาระกิจในอเมริกา วีซ่าอเมริกาผ่านการอนุมัติได้เช่นกัน
    • หลักฐานด้านภาษีหรือเอกสารแสดงการเป็นเจ้าของธุรกิจ เช่น สำเนาหนังสือรับรอง รายชื่อผู้ถือหุ้น ใบทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (ภ.พ. 20) ใบทะเบียนพาณิชย์ (พ.ค. 0403) ใบทะเบียนการค้า (ท.ค. 0401) เป็นต้น
      *ผู้ทำวีซ่าอเมริกาอาจยื่นเอกสารประกอบอื่นๆเช่น โปรไฟล์ธุรกิจ (company profile) เว็บเพจ โบรชัวร์ แผ่นพับ รายงานประจำปี (annual report) ฯลฯ แล้วแต่ความเหมาะสม 
      **นักธุรกิจผู้ประกอบการขนาดเล็ก (SMEs) ผู้ทำอาชีพอิสระ (freelance) หรือพ่อค้าแม่ค้ารายย่อย มีเงินหมุนเวียนในบัญชีไม่กี่แสนบาท หากนำเสนอได้ว่า ตนเองทำธุรกิจอย่างมุ่งมั่นตั้งใจ มีธุรกรรมหรือกิจกรรมการค้าที่แข็งแรงแข็งขันและต่อเนื่องสม่ำเสมอ มีหน้าที่รับผิดชอบสำคัญ และมีความผูกพันกับธุรกิจของตนเอง ที่จะดึงดูดให้เดินทางกลับไทยเมื่อเสร็จภาระกิจในอเมริกา วีซ่าอเมริกาผ่านการอนุมัติได้เช่นกัน
        
    • หลักฐานถือครองอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ เช่น สำเนาโฉนดบ้าน อาคาร ที่ดิน เอกสารราคาประเมินที่ดินจากสำนักงานที่ดิน (ใช้ได้เพียงพอ) หรือรายงานประเมินมูลค่าทรัพย์สินอย่างย่อ (Evaluation report) รูปถ่ายอสังหาริมทรัพย์ (ใช้รูปถ่ายเป็นภาพประกอบไปด้วย)
      *ผู้ขอวีซ่าบางท่านอาจนำเสนอภาพถ่ายบ้านเรือน อาคาร หรือรถยนต์ ฯ ที่ตนเองเป็นเจ้าของไปด้วยก็ได้  
      **ผู้ขอวีซ่าที่ถือครองอสังหาริมทรัพย์มูลค่าไม่สูง ตัวอย่างเช่น เป็นเจ้าของกิจการห้องเช่าขนาดเล็ก หากยื่นเอกสารพิสูจน์ได้ว่า มีความรับผิดชอบที่สำคัญต้องดูแลอาคารและผู้เช่า เมื่อเสร็จภาระกิจในอเมริกาแล้วต้องรีบกลับมาประเทศไทย วีซ่าอเมริกาผ่านการอนุมัติได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม ควรแนบหลักฐานการเงินที่ดีไปด้วย
          
    • หลักฐานแสดงทรัพย์สินอื่นๆ เช่น จดหมายรับรองจากสถาบันการเงิน แสดงการถือหุ้น พันธบัตร หน่วยลงทุนประเภทต่างๆ หรือ มูลค่าทุนประกันชีวิต เป็นต้น
      *ผู้ทำวีซ่าอเมริกาควรแสดงทรัพย์สินและการลงทุนให้มาก เป็นผลดีต่อการทำเรื่องขอวีซ่าอเมริกา
       
    • แผนการเดินทางไปอเมริกาโดยสังเขป เป็นภาษาอังกฤษ
      *ผู้ทำวีซ่าอเมริกาอาจจองตั๋วเครื่องบินหรือที่พักไว้ล่วงหน้า โดยจองแบบยังไม่ต้องชำระเงิน หรือแบบขอคืนเงินได้ โดยส่งสำเนาไป (อย่างไรก็ตาม การไม่จองตั๋วเครื่องบินและที่พักไว้ล่วงหน้า ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด)
       
    • จดหมายรับรองงานจากนายจ้าง ชี้แจงตำแหน่งงาน เงินเดือน ระยะเวลาทำงาน เหตุผลการลาไปท่องเที่ยว หรือ วัตถุประสงค์การไปติดต่อธุรกิจในอเมริกา แนบนามบัตรผู้เซ็นจดหมายรับรอง เป็นต้น
      *ผู้ทำงานกับองค์กรขนาดใหญ่เช่น ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ พนักงานธนาคาร พนักงานบริษัทขนาดใหญ่ที่มั่นคง วีซ่าอาจได้รับอนุมัติโดยไม่ยุ่งยากนัก
      **ผู้ที่ทำงานกับบริษัทครอบครัวหรือองค์กรขนาดเล็ก นอกจากจดหมายรับรองมีรายละเอียดครบถ้วนดังกล่าวข้างต้น ควรแนบโบรชัวร์-เว็บเพจ-สื่อสิ่งพิมพ์ใดๆที่แสดงให้เห็นถึงภาพรวมของธุรกิจและงานสำคัญๆที่อยู่ในความรับผิดชอบของท่าน ซึ่งจะดึงดูดให้ท่านเดินทางกลับประเทศไทยเมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจในอเมริกา 
      ***หากในอนาคตอันใกล้ มีนัดเรื่องงานประชุม อบรมสัมนา ต้องไปร่วมทริปท่องเที่ยวเดินทาง (ทั้งในหรือนอกประเทศ) ให้ยื่นหลักฐานไปด้วย เพื่อเน้นว่า เมื่อเสร็จภาระกิจในอเมริกาแล้ว จำเป็นต้องกลับมาร่วมกิจกรรมดังกล่าว
       
    • ประวัติอาชญากรรม / เอกสารบันทึกจากศาล (ถ้ามี) 
      *เฉพาะกรณีมีประวัติถูกจับกุมหรือถูกดำเนินคดีในที่ใดก็ตาม แม้อาจถูกลงโทษ หรือได้รับการอภัยโทษไปแล้วก็ตาม
    • เอกสารแสดงภาพรวมด้านเศรษฐกิจ การเงิน หรือธุรกรรมการค้า  
      *ในกรณีนักเรียนนักศึกษา ให้ใช้เอกสารด้านเศรษฐกิจการเงินของผู้ปกครอง 
      **ผู้เคยมีประวัติการหย่าร้าง (โดยเฉพาะสตรี) ควรยื่นขอวีซ่าด้วยความระมัดระวัง เตรียมเอกสารให้เห็นถึงความแข็งแรงด้านเศรษฐกิจ การเงิน และอื่นๆ เตรียมตอบคำถามสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกากับเจ้าหน้าที่กงสุล ให้เชื่อมั่นว่าท่านจะเดินทางออกไปจากอเมริกาแน่นอนเมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจ หากมีผู้เชิญในอเมริกาที่เป็นญาติหรือเพื่อน ควรเตรียมข้อมูลเกี่ยวกับผู้เชิญให้พร้อม เพื่อนำเสนอต่อเจ้าหน้าที่กงสุล
        
    • เอกสารแสดงความผูกพันกับประเทศไทยซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอนแสดงสถานะทางสังคม การมีส่วนร่วมในชุมชนและสังคม บทบาทด้านต่างๆ ของตนเอง ของครอบครัวหรือญาติสนิท โดยชี้ให้เห็นว่า ความผูกพันนี้เป็นปัจจัยสำคัญที่จะดึงดูดให้เดินทางออกไป หลังเสร็จสิ้นภาระกิจในอเมริกา
      *ตัวอย่างเช่น ผู้ทำงานอาสาสมัคร ช่วยงานชุมชน ช่วยเหลือองค์กรการกุศล ให้ส่งจดหมายรับรอง หรือภาพถ่ายแสดงกิจกรรมต่างๆ ที่แสดงว่า มีภาระหน้าที่สำคัญ ทำให้ต้องกลับมาประเทศไทย
      ข้อสังเกตุ: ผู้ทำวีซ่าอเมริกาอาจยื่นรูปภาพประกอบไปด้วย อาจมีประโยชน์เช่นกัน ทำให้เจ้าหน้าที่กงสุลเข้าใจมากขึ้น สำหรับในกรณีเคสมีความซับซ้อน เช่น ผู้เคยยื่นวีซ่าอเมริกาไม่ผ่าน วีซ่าอเมริกาถูกปฏิเสธ หรือผู้ที่การเงินไม่แข็งแรงนัก งานอาชีพอาจไม่มั่นคง เป็นต้น
         
    • เอกสารแสดงประวัติการเดินทางไปต่างประเทศ เช่น การไปท่องเที่ยวในต่างประเทศ การอบรม ดูงาน ศึกษาต่อ เรียนหลักสูตรระยะสั้น/ระยะยาว ฝึกงาน เยี่ยมญาติ ในต่างประเทศ (ใช้รูปภาพประกอบได้) 
      *แม้ผู้ยื่นวีซ่าอเมริกาไม่ได้เดินทางบ่อย หรือไม่เคยเดินทางเลย วีซ่าอเมริกายังมีโอกาสผ่าน หากเจ้าหน้าที่เชื่อมั่นว่า ท่านมีความผูกพันที่แข็งแรงกับประเทศบ้านเกิดเมืองนอน 

      โปรดสังเกตุ :
      *กรณีผู้ขอวีซ่าเคยมีประวัติทำผิดกฏหมายเช่น พำนักอยู่ในอเมริกาเกินกำหนดเวลาได้รับอนุญาต (Overstayed US visas) ลักลอบทำงานโดยไม่ได้รับอนุญาต (Unauthorized employment) มีประวัติอาชญากรรม (Criminal history) ในอเมริกาหรือที่อื่นๆ เช่น คดีเมาแล้วขับ (Driving under the influence) ความผิดลหุโทษ (Misdemeanour) เป็นต้น การขอวีซ่าอเมริกาอาจไม่ผ่าน ถูกปฏิเสธ
      **ผู้เคยไปเรียนในอเมริกาหรือต่างประเทศเป็นเวลาหลายปี โดยเน้นโปรแกรมเรียนและทำงานไปด้วย (ตัวอย่างเช่น หลักสูตรประกาศนียบัตร เรียนและทำงานในออสเตรเลีย หรือประเทศอื่นๆ เป็นต้น) โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทำงานหาเงินหาประสบการณ์ ไม่ได้เป็นนักศึกษาอย่างแท้จริงที่ตั้งใจไปเรียน วีซ่าอเมริกาอาจไม่ผ่านและถูกปฏิเสธได้เช่นกัน ควรยื่นขอวีซ่าด้วยความระมัดระวัง ไม่ว่าจะเป็นวีซ่านักเรียน หรือวีซ่าไปท่องเที่ยวอเมริกา 
      ***ผู้เคยไปเรียนหลักสูตรระยะยาวในอเมริกา เรียนจบและกลับมาประเทศไทยแล้ว อาจต้องการไปติดต่อขอรับเอกสารหรือไปติดต่องาน ไปเยี่ยมเพื่อน หรือไปท่องเที่ยวในอเมริกา ควรยื่นเอกสารขอวีซ่าอเมริกาให้แข็งแรงเช่นกัน เพราะเจ้าหน้าที่กงสุลอาจสอบถามว่า เพิ่งเรียนจบกลับมาแล้วทำไมต้องกลับไปอีก ปัจจุบันทำงานที่ไหน ตำแหน่งงานรับผิดชอบอย่างไร มีรายได้เท่าไหร่ เหล่านี้เป็นต้น ฯลฯ และหากเตรียมเคสไม่ดีพอ อาจถูกปฏิเสธวีซ่าได้เช่นกัน

    เอกสารเพิ่มเติม

    วีซ่านักเรียนอเมริกา ไปเรียนต่ออเมริกา (Students)

    ขอวีซ่าอเมริกานักเรียน ให้ยื่นผลการเรียนล่าสุดเช่น ใบรับรอง ทรานสคริปต์ ใบปริญญาบัตร/ประกาศนียบัตร รวมทั้งเอกสารด้านการเงินเช่น จดหมายรับรองและสเตทเมนต์ธนาคารย้อนหลัง  หลักฐานแสดงเงินฝากประจำ หุ้น พันธบัตร ประกันชีวิตต่างๆ เป็นต้น
    *นำเสนอเอกสารที่ชี้ให้เห็นว่า ท่านมีความตั้งใจไปศึกษาต่อในอเมริกาอย่างแท้จริง เช่น ประวัติการเรียนที่ดีในระดับต่างๆ ประสบการณ์ฝึกอบรม ฝึกงาน ดูงานในประเทศและต่างประเทศ (อาจใช้รูปภาพประกอบได้)
    **เขียนเรียงความภาษาอังกฤษโดยย่อ 1-2 หน้า บรรยายประวัติการเรียน การทำงาน และประสพการณ์ต่างๆ ชี้แจงเหตุผลว่า การไปเรียนต่อในสหรัฐอเมริกานั้น จะส่งผลดีต่อการงานและอาชีพในอนาคตอย่างไร หลังจากเรียนจบแล้วเดินทางกลับมาประกอบวิชาชีพในประเทศไทย

    วีซ่าทำงานอเมริกา ผู้ต้องการไปทำงานในสหรัฐอเมริกา (Working adults)

    จดหมายรับรองงานจากนายจ้าง เอกสารแสดงประวัติการทำงานเช่น ใบสลิปเงินเดือนย้อนหลังอย่างน้อยสามเดือนขึ้นไป เอกสารแสดงประวัติการเรียน การฝึกอบรม ดูงานในประเทศและต่างประเทศ เพื่อแสดงว่าเป็นผู้มีความรู้มีทักษะในการไปทำงานในอเมริกา ฯ
    *เจ้าหน้าที่กงสุล ต้องการความมั่นใจว่า ท่านมีความรู้ มีความสามารถ มีประสบการณ์จริง ในการเข้าไปทำงานในอเมริกา   

    วีซ่านักธุรกิจและกรรมการบริษัท (Businessmen and company directors)

    หลักฐานแสดงตำแหน่งงานของท่านในบริษัท / องค์กรธุรกิจ รวมถึงเอกสารแสดงรายได้ต่างๆ
    *ให้ยื่นจดหมายเชิญ หรือเอกสารเกี่ยวกับบริษัท หน่วยงาน หรือองค์กรในอเมริกา ที่จะเข้าไปติดต่อ 

    วีซ่าเยี่ยมญาติ (Visiting a relative)

    หลักฐานแสดงสถานะของญาติในอเมริกาเช่น บัตรกรีนคาร์ด ประกาศนียบัตรสัญชาติอเมริกัน หรือ วีซ่าอเมริกาประเภทใดที่ถือครองอยู่และยังมีอายุ เป็นต้น
    *ให้ยื่นเอกสารเกี่ยวกับธุรกิจ การงาน หรือรายได้ของญาติในอเมริกา เพื่อเสริมให้เคสแข็งแรงมากขึ้น

    ผู้เคยเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกามาก่อน (Previous visitors to the United States)

    หากเคยพำนักในสหรัฐอเมริกา ให้นำเสนอเอกสารหลักฐานใดๆ ที่แสดงสถานะของท่านในอเมริกา หรือวีซ่าอเมริกาประเภทต่างๆที่เคยมีเช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่านักเรียน หรือใบอนุญาตทำงาน
    *แม้เคยเดินทางเข้าอเมริกามาก่อน ก็ควรเตรียมเอกสารให้แข็งแรงทั้งด้านการงานการเงิน เตรียมตัวตอบคำถามสัมภาษณ์ให้ดี เพื่อให้เจ้าหน้าที่กงสุลมั่นใจ   

    วีซ่าผู้ขอรับบริการทางการแพทย์ (Applicants Seeking Medical Care) 

    หากเดินทางเข้าสหรัฐอเมริกาเพื่อรับบริการทางการแพทย์ เจ้าหน้าที่กงสุลอาจร้องขอเอกสารเพิ่มเติมดังนี้ (นอกเหนือจากเอกสารข้างต้น)

    • ใบผลวินิจฉัยโรคจากแพทย์ อธิบายลักษณะและภาพรวมของความเจ็บป่วย ชี้แจงเหตุผลว่าทำไมต้องเข้ารับบริการทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา
    • จดหมายรับรองจากแพทย์หรือหน่วยงานทางการแพทย์ในสหรัฐอเมริกา ยืนยันความประสงค์ที่จะให้บริการรักษาโรคดังกล่าว มีรายละเอียดระยะเวลา และค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น (ค่าดำเนินการของแพทย์ ค่าโรงพยาบาล และค่าใช้จ่ายอื่นๆ)  
    • เอกสารสนับสนุนด้านการเงินจากบุคคลหรือองค์กร ที่รับรองว่าจะดูแลค่าใช้จ่ายการเดินทาง ค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายระหว่างที่ท่านพำนักในอเมริกา หากบุคคลธรรมดาเป็นผู้รับรอง ให้แสดงหลักฐานด้านการเงินเช่น จดหมายรับรองธนาคาร หรือเอกสารแสดงรายได้/เงินฝาก หรือเอกสารการเสียภาษี (ตัวจริง) หากหน่วยงานหรือองค์กรเป็นผู้รับรอง ให้ใช้เอกสารลักษณะเดียวกัน
      *ควรยื่นเอกสารที่เกี่ยวข้องให้เรียบร้อยครบถ้วน ระหว่างการสัมภาษณ์ ตอบคำถามให้ชัดเจน เพื่อเจ้าหน้าที่กงสุลมีความมั่นใจ
  • เรื่องน่ารู้หลังขอวีซ่าอังกฤษผ่านแล้ว

    เรื่องน่ารู้หลังขอวีซ่าอังกฤษผ่านแล้ว

    หลังผ่านการพิจารณายื่นคำร้องขอวีซ่าอังกฤษเรียบร้อยแล้วก็ได้เวลาแพ็คกระเป๋าเตรียมตัวเดินทางกัน ซึ่งเราได้นำเกร็ดความรู้สั้นๆ มาฝากกัน

    สถานที่ท่องเที่ยวอังกฤษ

    ในอังกฤษนั้นนับว่ามีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายที่มีความสวยงามเเละน่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างยิ่ง โดยเเต่ละสถานที่ท่องเที่ยวนั้นมีความสวยงามเเละเกาะเเก่เป็นอย่างมาก รวมทั้งมีหลายจุดท่องเที่ยวที่น่ามาเที่ยวชมเป็นอย่างมากอีกด้วย

    หอนาฬิกาบิ๊กเบน

    หอนาฬิกาบิ๊กเบน (Big Ben) เป็นสถานที่ท่องเที่ยวระดับเเลนด์มาร์คที่สำคัญของอังกฤษ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเทมส์ บริเวณสะพานเวสต์มินสเตอร์ใจกลางกรุงลอนดอน มีชื่ออย่างเป็นทางการว่าหอคอยอลิซาเบธ เป็นที่ตั้งของระฆังในหอนาฬิกาที่ใหญ่ที่สุด โดยมีน้ำหนักถึง 13 ตัน เเละจะมีเสียงดังกังวานในการตีบอกเวลาทุกๆ ชั่วโมง ก่อสร้างด้วยอิฐเเละหินปูน สร้างมาตั้งเเต่ปี ค.ศ.1859 โดยผ่านร้อนผ่านหนาวอยู่คู่อังกฤษมาอย่างยาวนาน ซึ่งเป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญอีกเเห่งของลอนดอนเเละอังกฤษ

    Big Ben Clock Tower and thames river in London at England

    พระราชวังบักกิงแฮม

    Buckingham Palace นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชั้นนำของโลกเ เป็นหนึ่งในสถานที่ซึ่งใครที่มาเที่ยวอังกฤษเเละจะไม่พลาดมาเที่ยวชมความสวยงามเเละการเปลี่ยนเวรยามของทหารรักษาพระองค์หน้าประตูพระราชวัง โดยที่นี่เป็นที่ประทับของสมเด็จพระราชินีนาถอลิซาเบธที่ 2 เเต่มีการเปิดบางส่วนให้นักท่องเที่ยวได้เข้ามาชมความสวยงามของพระราชวัง โดยเป็นอาคารที่มีความสวยงามเเละเก่าเเก่ภายในตกเเต่งอย่างหรูหราทั้งในส่วนของแกรนด์ฮอลล์ ที่มีบันไดหินอ่อนเเสนจะโค้งสวยงาม พร้อมกับการประดับประดาไปด้วยภาพเหมือนต่างๆ เเละมีเชิงเทียนสีทองอร่าม พร้อมงานศิลปะจำนวนมาก

    สะพานทาวเวอร์บริดจ์

    สะพานทาวเวอร์บริดจ์ (Tower Bridge) เป็นอีกหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่มีความสำคัญอย่างมากของลอนดอน โดยสร้างมาตั้งเเต่ปี ค.ศ.1894 พร้อมกับใช้เวลาในการก่อสร้างนานถึง 8 ปี โดยความโดดเด่นนั้นอยู่ที่สไตล์สถาปัตยกรรมในเเบบโกธิคที่มีความสวยงามเเละเป็นจุดที่สามารถชมความสวยงามของบิ๊กเบนได้อย่างชัดเจนถือว่าเป็นอีกเเห่งที่มีความน่าสนใจน่ามาเที่ยวชมอย่างมาก โดยปัจจุบันนั้นมันเป็นหนึ่งในสะพานสำหรับการสัญจรข้ามเเม่น้ำเทมส์อีกด้วย

    London city skyline with Tower Bridge.

    ลิเวอร์พูล

    เมืองลิเวอร์พูล (Liverpool) เป็นเมืองท่าเก่าเเก่ของอังกฤษที่มีความสวยงามเเละตั้งอยู่ทางตอนเหนือของอังกฤษ โดยเป็นเเหล่งกำเนิดของวัฒนธรรมมากมายที่สำคัญของดินเเดนเเห่งนี้ โดยอย่างที่เป็นที่รู้จักกันดีก็คือการเป็นที่กำเนิดของวงดนตรีชื่อดังอย่าง เดอะ บีทเทิลส์ หรือเเม้เเต่ทีมฟุตบอลดังอย่าง หงส์เเดง ลิเวอร์พูล เเละท็อฟฟี่สีน้ำเงิน เอฟเวอร์ตัน โดยบรรยากาศในเมืองนั้นมีความเก่าเเก่เเละมีสไตล์เป็นของตัวเอง พร้อมกับพิพิธภัณฑ์มากมายเเละผับบาร์ ร้านอาหาร สไตล์อังกฤษ ทำให้เป็นที่ประทับใจของผู้มาเยือนเป็นอย่างยิ่ง

    แมนเชสเตอร์

    เมืองแมนเชสเตอร์ (Manchester) เป็นอีกเมืองใหญ่ที่ตั้งอยู่ห่างจากกรุงลอนดอนไปทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือเป็นระยะทางประมาณ 320 กิโลเมตร เป็นเมืองใหญ่อันดับสองที่มีความก้าวหน้าอย่างมาก เพราะเป็นเมืองอุตสาหกรรมหลักของอังกฤษ เเละเต็มไปด้วยสถานที่ท่องเที่ยวเก่าเเก่มากมาย เเละมีแกลเลอรีงานศิลป์มากมาย รวมทั้งเเหล่งท่องเที่ยวยามราตรีทั้งผับ บาร์ ร้านอาหาร สไตล์อังกฤษ เเถมยังเป็นเมืองเเห่งฟุตบอลเพราะเป็นที่ตั้งของสองสโมสรใหญ่อย่าง เเมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เเละเเมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมกับบรรยากาศที่สวยงามของเมืองที่เต็มไปด้วยสถาปัตยกรรมเก่าเเก่สไตล์วิคตอเรียนโกธิคมากมาย


    การเดินทางในอังกฤษ

    ประเทศอังกฤษเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบขนส่งสาธารณะที่ดีที่สุดในโลก ซึ่งเราสามารถเลือกใช้บริการพาหนะต่างๆ ได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็น 

    • รถบัส
    • รถราง 
    • รถไฟ 
    • รถไฟใต้ดิน
    • แท็กซี่

    นอกจากนี้หากต้องการขับรถเอง หรืออยากได้ความเป็นส่วนตัวก็สามารถหาบริการเช่ารถขับได้เช่นกัน


    แนะนำอาหารอังกฤษ

    มาเที่ยวประเทศอังกฤษทั้งที อย่าลืมมาทานเมนูอาหารขึ้นชื่อจากเมืองผู้ดีอย่าง

    • ยอร์กเชียร์พุดดิ้ง (Yorkshire pudding)
    • ฟิชแอนด์ชิปส์ (Fish & Chips)
    • ไส้กรอกและมันบดสไตล์อังกฤษ (Bangers and Mash)
    • อาหารเช้าสไตล์อังกฤษ (English Breakfast)
    • บีฟเวลลิงตัน (Beef wellington)
    Beef Wellington
  • วีซ่าอังกฤษ (วีซ่า UK) ขั้นตอนการขอวีซ่าและคำแนะนำที่คุณต้องรู้

    วีซ่าอังกฤษ (วีซ่า UK) ขั้นตอนการขอวีซ่าและคำแนะนำที่คุณต้องรู้

    ประเทศอังกฤษนับเป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคนที่ต้องการไปเยือนเมืองผู้ดีแห่งนี้สักครั้งในชีวิต อย่างไรก็ตาม เพื่อที่จะสามารถเดินทางท่องเที่ยวภายในประเทศอังกฤษได้นั้น จะต้องทำเรื่องดำเนินการร้องขอวีซ่าอังกฤษก่อนเป็นอันดับแรก ซึ่งนอกจากจะต้องเตรียมการในขั้นตอนต่างๆ ให้เรียบร้อยดีแล้ว ผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าอังกฤษอาจต้องคำนึงถึงค่าใช้จ่ายต่างๆ ในการทำวีซ่าด้วย

    Westminster Palace and Bridge at summer night in London, UK

    วีซ่าอังกฤษ 

    การขอวีซ่าอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร (UK) ประเภทใด ขื้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของการเดินทางเช่น มาเรียนหนังสือ มาทำงาน มาท่องเที่ยวพักผ่อน หรือย้ายถิ่นฐานถาวรมาอยู่กับครอบครัวในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร 
    วีซ่าอังกฤษ (UK Visas) แบ่งออกเป็นหลายประเภทขึ้นอยู่กับ:

    • ท่านมาจากประเทศใด
    • ท่านเดินทางมาที่อังกฤษหรือสหราชอาณาจักร ด้วยวัตถุประสงค์ใด
    • ต้องการอยู่ในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร นานเท่าไหร่
    • สถานะภาพส่วนตัว ทักษะความรู้ และอาชีพการงานของท่าน

    พลเมืองไทยผู้ถือสัญชาติไทยและพาสปอร์ตไทย จำเป็นต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้าอังกฤษ หรือเดินทางผ่านอังกฤษเพื่อต่อไปยังประเทศอื่น อย่างไรก็ตาม พลเมืองบางประเทศไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าเข้าอังกฤษ ตรวจสอบรายละเอียดได้ที่นี่ พลเมืองประเทศใดต้องขอวีซ่าเข้าอังกฤษ   



    ใบสมัครขอวีซ่าอังกฤษต้องได้รับอนุมัติ ก่อนเดินทางเข้าไปในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร

    หมายเหตุ : พลเมืองประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป (รวมไปถึง สวิตเซอร์แลนด์ นอร์เวย์ ไอซ์แลนด์ หรือ ลิคเทนสไตน์) หากเดินทางเข้ามาก่อนวันที่ 31 December 2020 ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าอังกฤษ และหากบุคคลดังกล่าวเข้ามาพำนักอาศัยในสหราชอาณาจักร (UK) ก่อนวันที่ดังกล่าวข้างต้น สามารถยื่นเรื่องขอใบอนุญาตพำนักถาวร ไปยังหน่วยงาน EU Settlement Scheme เพื่อทำงาน อยู่อาศัย หรือเรียนหนังสือในสหราชอาณาจักร

    ท่านต้องการเดินทางเข้าไปในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร

    ให้ตรวจสอบว่า ต้องยื่นขอวีซ่าชนิดใด ในการเดินทางไปอังกฤษกล่าวคือ:

    • วีซ่าอังกฤษเพื่อท่องเที่ยว เยี่ยมญาติหรือเพื่อน (UK Visitor Visa)
    • วีซ่าอังกฤษเพื่อติดต่อธุรกิจหรือประชุม (UK Visitor Visa)
    • วีซ่าเพื่อเดินทางผ่านอังกฤษ (UK Transit Visa)
    • วีซ่าแต่งงานกับชาวอังกฤษ (Marriage Visitor Visa)

    ข้อสังเกตุ : หากถือวีซ่านักท่องเที่ยว (UK visitor visa) ท่านไม่สามารถทำงานใน UK ได้ อย่างไรก็ตาม อาจสมัครเรียนคอร์สสั้นๆได้ไม่เกิน 30 วัน แต่ไม่สามารถเรียนหลักสูตรระยะยาวได้


    วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ (UK Visitor Visa)

    ผู้ใดต้องขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้ามาอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร

    วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษอนุญาตให้ชาวต่างชาติผู้อยู่นอกเขตเศรษฐกิจยุโรป (European Economic Area) หรือสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) เดินทางเข้าไปในสหราชอาณาจักรได้นานถึง 6 เดือน

    ในการเดินทางเข้าไปในสหราชอาณาจักร (United Kingdom) ท่านต้องได้รับอนุญาต (Permission) เอกสารใบอนุญาตอาจอยู่ในรูปแบบของวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ (UK Visitor Visa) หรือใบอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในสหราชอาณาจักร (Leave to Enter) ใบคำร้องขอวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษต้องยื่นขอก่อนเดินทางเข้าประเทศอังกฤษ ส่วนใบอนุญาตให้เดินทางเข้ามาในสหราชอาณาจักร ได้รับอนุมัติที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองอังกฤษ (UK port of entry)

    วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ (UK Visitor Visa)

    วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ อนุญาตให้ท่านทำกิจกรรมใดได้บ้าง
    เมื่อถือวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ ท่านสามารถทำกิจกรรมต่างๆได้หลากหลายอย่าง เช่น:

    • เดินทางท่องเที่ยวพักผ่อนในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร
    • เยี่ยมเยือนครอบครัวหรือเพื่อนฝูงมิตรสหาย
    • เข้ามาติดต่อธุรกิจหรือประชุม
    • เข้ามาร่วมในการแข่งขันกีฬาหรือกิจกรรมงานอีเว้นต์ต่างๆ
    • เข้ามารับการตรวจรักษาทางการแพทย์โดยโรงพยาบาลเอกชน
    • เรียนหนังสือได้นานถึง 30 วัน โดยต้องไม่เป็นวัตถุประสงค์หลักของการเดินทางเข้ามา
    • หากมีอายุต่ำกว่า 18 ปี สามารถเข้าร่วมโปรแกรมนักเรียนแลกเปลี่ยน หรือโปรแกรมเกี่ยวกับการศึกษา
    • ขอเปลี่ยนสถานะความสัมพันธ์แบบคู่อยู่กินกันไปเป็นการจดทะเบียนสมรส

    วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ ไม่อนุญาตให้ทำสิ่งใดบ้าง

    • ท่านไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานรับค่าแรง หรือทำงานโดยไม่ได้รับค่าแรง
    • ถึงแม้เดินทางเข้ามาอังกฤษเป็นประจำ ท่านไม่สามารถพำนักถาวรอยู่ในอังกฤษได้
    • ไม่สามารถขอรับเงินช่วยเหลือจากหน่วยงานรัฐบาลได้
    • วีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษไม่อนุญาตให้เข้ามาแต่งงาน จดทะเบียนสมรสใดๆ หากต้องการเข้ามาแต่งงานและจดทะเบียนในอังกฤษ ท่านต้องยื่นขอวีซ่าเพื่อเดินทางเข้ามาแต่งงานในอังกฤษ (Marriage Visitor Visa)

    วีซ่าอังกฤษเพื่อติดต่อธุรกิจหรือประชุม (UK Visitor Visa)

    ในขณะที่ถือวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ  ท่านอาจไม่แน่ใจว่าสามารถทำธุรกิจในอังกฤษได้หรือไม่ ในความเป็นจริงแล้ว มีกิจกรรมธุรกิจหลายๆด้าน ที่ผู้ถือวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษสามารถกระทำได้เช่น :

    • เข้าร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา
    • แสดงผลงานด้านศิลปะ เป็นนักแสดงผู้ให้ความบันเทิง หรือศิลปินผู้แสดงผลงานด้านดนตรี
    • เป็นนักวิชาการผู้เข้ามาทำงานวิจัย หรือติดตามนักเรียนต่างชาติผู้เข้าร่วมโปรแกรมเรียนต่อในอังกฤษ
    • เป็นแพทย์หรือทันตแพทย์ผู้เข้าร่วมงานในโครงการวิจัยหรือโครงงานด้านการแพทย์
    • เข้าทดสอบด้านภาษา Professional Linguistic Assessment Board (PLAB) test หรือเข้าสอบด้านการแพทย์ Objective Structured Clinical Examination (OSCE).
    • ขอรับทุนสนับสนุนในการก่อตั้ง เพื่อถือครองกิจการ เข้าร่วมหรือเพื่อดำเนินธุรกิจในอังกฤษ

    ระยะเวลาที่สามารถพำนักในอังกฤษ เมื่อถือวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ
    ท่านพำนักในอังกฤษได้นานถึง 6 เดือน และสามารถขอต่ออายุวีซ่าท่องเที่ยวได้ หากพำนักอยู่ในอังกฤษยังไม่เกิน 6 เดือน

    • หากท่านเดินทางเข้าออกอังกฤษเป็นประจำ ให้ยื่นขอวีซ่าอังกฤษระยะยาว (Long-term visit visas) วีซ่าระยะยาวอาจมีอายุ 2 ปี 5 ปี หรือ 10 ปี  ข้อสังเกตุ ในแต่ละปีท่านได้รับอนุญาตให้พำนักอยู่ในอังกฤษได้สูงสุดไม่เกิน 6 เดือน
    • หากท่านเดินทางเข้ามาในอังกฤษเพื่อเข้ารับการรักษาทางการแพทย์ในสถานพยาบาลเอกชน สามารถยื่นขอต่อวีซ่าเพื่อพำนักในอังกฤษได้นานถึง 11 เดือน
    • หากท่านเดินทางเข้ามาในอังกฤษในสถานะนักวิชาการ เพื่อเข้ามาเรียนหรือวิจัย ท่าน คู่สมรส (สามีภรรยา) และบุตร พำนักในอังกฤษได้นาน 12 เดือน
    • ผู้เดินทางเข้ามาภายใต้ข้อตกลงต่างๆ (Approved Destination Status Agreement) อาจได้รับอนุมัติวีซ่ามีอายุ 30 วัน


    วีซ่าเดินทางผ่านอังกฤษ (UK Transit Visas)

    ท่านต้องขอวีซ่าเดินทางผ่านอังกฤษ หากต้องการเดินทางผ่านเข้ามาในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร เพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศอื่น ตัวอย่างเช่น หากเครื่องจอดแวะพักในระหว่างการเดินทาง

    หากต้องการขอวีซ่าเดินทางผ่านประเทศอังกฤษ โปรดตรวจสอบว่า ท่านจำเป็นต้องผ่านเข้ามาในด่านตรวจคนเข้าเมืองอังกฤษ (UK Immigration Control) หรือไม่

    วีซ่าเดินทางผ่านอังกฤษแบบไม่ผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (Direct Airside Transit Visas)

    หากเป็นพลเมืองที่มาจากเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) หรือสวิตเซอร์แลนด์ และไม่ได้เดินทางออกนอกสนามบิน เพียงแค่เปลี่ยนเครื่องบิน และไม่จำเป็นต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (UK Immigration Control) กรณีนี้ให้ยื่นขอวีซ่าประเภท Direct Airside Transit Visa

    วีซ่าเดินทางผ่านอังกฤษแบบต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (Visitor in Transit Visa)

    หากไม่ใช่พลเมืองเขตเศรษฐกิจยุโรป (EEA) หรือสวิตเซอร์แลนด์ และจำเป็นต้องผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง (UK Immigration Control) อีกทั้งจะเดินทางออกจากประเทศอังกฤษภายใน 48 ชั่วโมง กรณีนี้ให้ยื่นขอวีซ่าประเภท Visitor in Transit Visa 

    หมายเหตุ : ผู้ถือวีซ่า Visitor in Transit Visa ไม่สามารถเรียนหรือทำงานได้ 
    * ยื่นขอวีซ่าเดินทางผ่านอังกฤษแบบระยะยาว (Long-term Visitor in Transit visa) หากพิสูจน์ได้ว่า มีความจำเป็นต้องเดินทางผ่านอังกฤษบ่อยครั้งในระยะยาว
    ** หากต้องการเดินทางไปยังสาธารณรัฐไอร์แลนด์ Channel Islands หรือ Isle of Man ให้ยื่นทำวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ (UK Visitor Visa)


    วีซ่าแต่งงานอังกฤษ (UK Marriage Visitor Visa)

    วีซ่าท่องเที่ยวเพื่อไปแต่งงานในอังกฤษ (หรือ “วีซ่าแต่งงานอังกฤษ”) เป็นวีซ่าประเภทที่อนุญาตให้ผู้ถือวีซ่าเข้าไปแต่งงานในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร วีซ่าประเภทนี้ เป็นวีซ่าที่เฉพาะเจาะจงออกให้กับผู้ขอวีซ่า เพื่อใช้เดินทางเข้าไปแต่งงานในอังกฤษ

    วีซ่าแต่งงานอังกฤษ (UK Marriage Visitor Visa)

    ผู้ขอวีซ่าแต่งงานอังกฤษ (UK Marriage Visitor Visa)

    คือผู้ที่มีวัตุประสงค์ดังต่อไปนี้ : 

    • เข้าไปแต่งงานหรือจดทะเบียนในอังกฤษ; หรือ
    • ยื่นแสดงเจตจำนงต้องการขอจดทะเบียนสมรส (Notice of a marriage) หรือ ยื่นแสดงเจตจำนงขอจดทะเบียนเป็นคู่อยู่กินฉันท์สามีภรรยา (Civil partnership); และ
    • ไม่มีแผนการพำนักถาวรหรือตั้งรกรากในอังกฤษ หลังจากได้จดทะเบียนสมรสหรือจดทะเบียนเป็นคู่อยู่กินในอังกฤษ
      *โดยเดินทางกลับออกไปก่อน และจะเข้ามาตั้งรกรากอยู่อาศัยในอังกฤษ ต่อเมื่อได้รับอนุมัติใบอนุญาตพำนักถาวรอังกฤษ 

    ในกรณีต้องการเดินทางเข้ามาในอังกฤษเพื่อเปลี่ยนแปลง จากการจดทะเบียนแบบคู่อยู่กิน (Civil Partnership) ไปเป็นแบบจดทะเบียนสมรส (Marriage) ท่านไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าแต่งงานอังกฤษแต่อย่างใด เพียงขอวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษแบบปรกติ (Standard UK Visitor visa) ก็ใช้เดินทางเข้ามาได้

    ระหว่างพำนักอยู่ในอังกฤษด้วยวีซ่าแต่งงานอังกฤษ ยื่นเรื่องขอเปลี่ยนไปเป็นวีซ่าประเภทอื่นได้ไหม?

    ท่านไม่สามารถยื่นเรื่องขอวีซ่าใหม่ หรือขอเปลี่ยนแปลงประเภทวีซ่า ไปเป็นใบอนุญาตประเภทอื่นได้ ในระหว่างที่ำนักอยู่ในอังกฤษโดยถือวีซ่าแต่งงาน หากท่านมีความตั้งใจย้ายถิ่นฐานถาวรมาอยู่อังกฤษ ท่านจำเป็นต้องเดินทางกลับไปยังประเทศที่ท่านมีถิ่นพำนักอาศัย แล้วหลังจากนั้นยื่นขอรับรองความประพฤติใหม่ (New entry clearance) ก่อนเดินทางเข้ามาในอังกฤษ

    ผู้ถือวีซ่าแต่งงานอังกฤษพำนักได้นานเท่าใดในอังกฤษ 

    ควรยื่นขอวีซ่าแต่งงานอังกฤษอย่างน้อย 3 เดือนล่วงหน้าก่อนการเดินทาง 
    ท่านสามารถใช้วีซ่าแต่งงานอังกฤษ เพื่อเดินทางเข้ามาพำนักในอังกฤษได้นานถึง 6 เดือน

    ผู้ถือวีซ่าแต่งงานอังกฤษสามารถทำกิจกรรมใดได้บ้างในอังกฤษ

    ท่านสามารถใช้วีซ่าแต่งงาน เพื่อจดทะเบียนแบบคู่สมรส หรือจดทะเบียนแบบคู่อยู่กิน ภายในช่วงเวลา 6 เดือนนับจากวันเดินทางเข้ามาในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร โดยไปจดทะเบียน ณ สำนักงานใดๆที่ได้รับอนุญาติในเรื่องนี้

    ผู้ถือวีซ่าแต่งงานอังกฤษ ไม่สามารถทำกิจกรรมใดได้ ระหว่างอยู่ในอังกฤษ

    • ไม่สามารถขอรับเงินสวัสดิการต่างๆจากรัฐบาล
    • วีซ่าแต่งงานไม่สามารถนำเอาผู้ติดตาม (Any dependents) เข้ามาด้วย บุคคลเหล่านั้นต้องยื่นขอวีซ่าต่างหากด้วยตนเอง
    • ท่านไม่สามารถขอพำนักอยู่ในอังกฤษเป็นระยะเวลานานๆ แม้จะเดินทางเข้ามาบ่อยๆ
    • ท่านไม่สามารถทำงานได้ (ยกเว้น งานที่ได้รับอนุญาต ที่เกี่ยวข้องกับงานหรือธุรกิจของท่านในต่างประเทศ) อย่างไรก็ตาม การเข้าร่วมประชุม หรือการเรียนในระยะสั้นไม่เกิน 30 วันสามารถทำได้

    ท่านต้องการศึกษาต่อเรียนหนังสือในอังกฤษ

    ระยะเวลาในการเรียน ประเภทของหลักสูตร และสถานที่เรียน มีผลต่อชนิดของวีซ่าที่ท่านต้องยื่นขอ

    • วีซ่าเรียนระยะสั้น (Short-term Study visa) ผู้ขอวีซ่าสามารถลงเรียนได้ 6 เดือน หรือยาวนานถึง 11 เดือน หากเป็นผู้มีอายุมากกว่า 16 ปี และสมัครเรียนโปรแกรมภาษาอังกฤษ (English language course)

    • วีซ่านักเรียนอังกฤษ (Student visa)  อนุญาตให้สมัครเรียนหลักสูตรระยะยาว โดยต้องได้การรับรองจากวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยที่มีใบอนุญาต และได้รับการตอบรับให้เข้าเรียนในสถาบันการศึกษานั้นๆ นอกจากนี้ ผู้ถือวีซ่านักเรียนอังกฤษ ทำงานบางประเภทได้ในระหว่างเรียน

    • วีซ่านักเรียนอังกฤษสำหรับผู้เยาว์ (Child Student visa) เป็นวีซ่าสำหรับนักเรียนต่างชาติอายุระหว่าง 4 ถึง 17 ปี ที่สมัครเข้าเรียนในโรงเรียนเอกชน นักเรียนที่มีอายุ 16 ปีขึ้นไป ทำงานบางประเภทได้ในระหว่างเรียน

    * New Graduate Immigration Route 2021 : นักเรียนต่างชาติผู้จบปริญญา (degree) จากสถาบันการศึกษาในสหราชอาณาจักร ตั้งแต่ภาคฤดูร้อน Summer 2021 เป็นต้นไป ได้รับอนุญาตให้ทำงาน หรือหางานทำในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร (UK) โดยสามารถทำงานที่ต้องใช้ทักษะในระดับใดก็ได้ (At any skill level) เป็นระยะเวลา 2 ปี (หรือหากจบการศึกษาในระดับปริญญาเอก Phd. ทำงานได้นานถึง 3 ปี)


    ท่านต้องการไปทำงานหรือลงทุนในอังกฤษ

    ท่านสามารถทำงานในอังกฤษหรือสหราชอาณาจักร แบบระยะสั้นหรือระยะยาวได้ โดยให้ยื่นขอวีซ่าทำงานอังกฤษ (UK work visa) วีซ่าทำงานอังกฤษมีหลายชนิด คลิกดูรายละเอียด UK Work visa

    การขอวีซ่าทำงานอังกฤษ ขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไขดังนี้ :

    • ทักษะความรู้ความสามารถและคุณสมบัติของผู้ขอวีซ่าทำงาน
    • มีงานรองรับ (Job offer) และได้รับการสนับสนุนจากนายจ้าง
    • ต้องการนำสามีภรรยาหรือบุตรผู้ติดตามเข้ามาด้วยหรือไม่
    • งานที่จะทำ คืองานประเภทใดเช่น งานที่เกี่ยวข้องกับการกีฬา การกุศล หรือศาสนา

    ผู้สมัครสามารถลงทุนเป็นตัวเงินลงทุนในสหราชอาณาจักร โดยยื่นขอวีซ่าประเภทนักลงทุน (Investor visa) หรืออาจก่อตั้งธุรกิจได้ โดยยื่นขอวีซ่าในประเภทผู้ประกอบการเช่น วีซ่าสตาร์ทอัพหรือเริ่มต้นธุรกิจ (Start-up visa) หรือ วีซ่าผู้สร้างนวัตกรรมใหม่ๆ (Innovator visa)


    ท่านต้องการย้ายมาพำนักถาวรอยู่กับญาติในอังกฤษ

    หากท่านเป็นคู่สมรส หรือเป็นคู่อยู่กินฉันท์สามีภรรยา หรือเป็นสมาชิกในครอบครัวของพลเมืองผู้ถือสัญชาติอังกฤษ (British citizenship) หรือเป็นผู้ถือวีซ่าพำนักถาวรอังกฤษ (UK settlement) ท่านสามารถยื่นขอวีซ่าครอบครัว (Family visa) เพื่อโยกย้ายถิ่นฐานถาวรมายังสหราชอาณาจักรได้ อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นเรื่องขอรับท่านเข้ามา (Sponsor) ต้องแสดงให้หน่วยงานรัฐบาลเห็นว่า มีความสามารถด้านการเงินเพียงพอที่จะสปอนเซอร์สนับสนุนท่าน

    หลังจากโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามา และพำนักถาวรในสหราชอาณาจักร ได้ครบจำนวนปีที่กำหนดในกฏหมาย ท่านสามารถยื่นขอ ใบอนุญาตพำนักถาวรได้ (Indefinite leave to remain : ILR)
    *Indefinite leave to remain คือสถานะประชากรพำนักถาวร (Permanent residency) ในสหราชอาณาจักร


    วีซ่าครอบครัวสำหรับผู้ลี้ภัยในสหราชอาณาจักร

    หากท่านเป็นผู้ลี้ภัยอยู่ในอังกฤษ เป็นผู้ที่ถูกบังคับให้ต้องละทิ้งถิ่นฐาน และพลัดพรากจากสามีภรรยาหรือบุตรของท่าน ท่านสามารถยื่นใบคำร้องขอรับสมาชิกในครอบครัวเหล่านั้น ให้เข้ามาอยู่ร่วมกันในสหราชอาณาจักร (Family reunion visas)

    ในการยื่นขอวีซ่าครอบครัว ผู้ยื่นใบคำร้องต้องมีสถานะผู้ลี้ภัยในอังกฤษอย่างน้อย 5 ปี และยังไม่ได้ถือสัญชาติอังกฤษ


    ทำเรื่องยื่นคำร้องขอวีซ่าพร้อมนัดหมาย

    เริ่มต้นการทำเรื่องวีซ่าอังกฤษ ด้วยการทำเรื่องยื่นคำร้องนัดหมายขอวีซ่าอังกฤษก่อน โดยการยื่นวีซ่าในแต่ละประเภทนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้ยื่นคำร้องขอเลย ไม่ว่าจะเป็น เพื่อการท่องเที่ยว การเยี่ยมเยือนสมาชิกในครอบครัว การติดต่อธุรกิจ หรือความต้องการอื่นๆ ทั้งนี้เกี่ยวกับการนัดหมายนั้น เนื่องจากประเทศอังกฤษนั้นเป็นหนึ่งในประเทศที่ได้รับความนิยมสูง โดยเฉพาะในด้านการท่องเที่ยว จึงทำให้จำเป็นที่จะต้องยื่นนัดหมายออนไลน์ล่วงหน้าไว้ก่อน ซึ่งจะต้องมีการชำระค่าธรรมเนียมก่อนคือวีซ่าอังกฤษราคา 100 ปอนด์ หรือประมาณ 4,000 บาทไทย ขึ้นอยู่กับค่าเงิน ณ ตอนนั้น จากนั้นเมื่อทำการชำระค่าธรรมเนียมแล้ว สามารถเลือกวันนัดหมายเพื่อยื่นเอกสารคำร้องขอวีซ่ากับทาง VFS UK ได้เลย


    เอกสารประกอบการขอวีซ่าอังกฤษ

    ในระหว่างรอนัดหมาย ให้ทางผู้ยื่นคำร้องขอวีซ่าจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ให้เรียบร้อยเพื่อที่จะให้ทางเจ้าหน้าที่ทำการตรวจสอบและพิจารณาก่อนการอนุมัติคำร้องขอวีซ่า โดยเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการขอวีซ่าอังกฤษมีดังต่อไปนี้

    • แบบฟอร์มการสมัครวีซ่าอังกฤษ 1 ชุด โดยให้กรอกข้อมูลทุกอย่างครบถ้วน
    • หนังสือเดินทาง (Passport) เล่มจริง ที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน และมีหน้าว่าง 2 หน้าขึ้นไป พร้อมสำเนาจำนวน 1 ชุด (หากมี Passport เล่มเก่า ให้เตรียมมาด้วย)
    • ใบสมัครคำร้องขอวีซ่า และ ใบนัดหมายที่จองคิวนัดไว้กับ VFS UK
    • รูปถ่ายหน้าตรงพื้นหลังสีขาว 2×2 นิ้ว (ไม่เกิน 6 เดือน) 2 รูป
    • เอกสารส่วนตัว ได้แก่ สำเนาทะเบียนบ้าน / บัตรประชาชน / ทะเบียนสมรส หรือ ใบหย่า (หากมี) / ใบเปลี่ยนชื่อ-นามสกุล (หากมี)
    • เอกสารรับรองการทำงาน 
    • หลักฐานทางการเงิน (สมุดบัญชีเล่มจริง โดยมีรายการฝากย้อนหลังตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป พร้อมกับสำเนาย้อนหลังไม่ต่ำกว่า 6 เดือน ทุกหน้า
    • แผนข้อมูลแผนการเดินทาง (Itinerary)
    • หลักฐานยืนยันที่พักอาศัยในอังกฤษ 
    • ใบจองตั๋วเครื่องบิน ระบุผู้เดินทางและวันเดินทางไป-กลับ
    • ใบเสร็จค่าธรรมเนียมวีซ่า 
    • หลักฐานประกันการเดินทางโดยมีวงเงินขั้นต่ำ 2,000,000 บาท
    • กรณีผู้เดินทางมีอายุมากกว่า 70 ปี ขึ้นไป ต้องมีใบตรวจสุขภาพและต้องทำประกันการเดินทางด้วย
    • กรณีไปเยี่ยมและพักอาศัยอยู่กับญาติ ต้องออกจดหมายเชิญโดยระบุ ชื่อ-นามสกุลผู้เชิญ สถานที่พัก ระยะเวลาการพัก พร้อมแสดงหนังสือเดินทางของผู้เชิญ และหลักฐานแสดงที่อยู่ชัดเจน
    • หากเป็นผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ หรืออายุต่ำกว่า 18 ปี ที่ไม่ได้เดินทางพร้อมบิดา มารดา จะต้องทำจดหมายยินยอม โดยบิดามารดาต้องไปยื่นเรื่องแสดงความจำนงให้บุตรเดินทางไปต่างประเทศกับอีกท่านหนึ่งได้ ที่ว่าการอำเภอหรือเขต โดยมีนายอำเภอ หรือผู้อำนวยการเขตลงลายมือชื่อและตราประทับอย่างถูกต้อง 

    รอฟังผลพิจารณาการยื่นคำร้องขอวีซ่า

    นับจากยื่นคำร้องขอวีซ่า พร้อมจ่ายค่าธรรมเนียมก่อนการนัดหมายวีซ่าท่องเที่ยวอังกฤษ หรือวีซ่าอังกฤษ ประเภทอื่นๆ ราคา 100 ปอนด์ จนกระทั่งการนัดหมายยื่นเอกสารเรียบร้อยแล้ว ในขั้นตอนสุดท้ายก็คือการรอฟังผลพิจารณายื่นคำร้องวีซ่านั่นเอง

    โดยในขั้นตอนดังกล่าวนี้เองที่จะต้องใช้เวลาประมาณ 15 วันทำการ นับตั้งแต่วันที่เก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลสำหรับยืนยันตัวบุคคล (Biometrics) จนไปถึง 60 วันทำการ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลา ณ ตอนนั้น อย่างไรก็ตาม หากต้องการทราบผลไวขึ้น หรือการดำเนินการที่สะดวกสบาย สามารถปรึกษาเพิ่มเติมได้จากทีมงานมืออาชีพในด้านการยื่นวีซ่า เช่น Doctor Vaisa ได้เช่นกัน