Blog

  • อยากไปยุโรปต้องอ่าน อัปเดตวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) 2023

    อยากไปยุโรปต้องอ่าน อัปเดตวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) 2023

    วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) คืออะไร เข้าออกได้กี่ประเทศ เงื่อนไขเป็นอย่างไร ขั้นตอนไหนที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ มีอะไรที่เราต้องรู้ ก่อนที่เราจะสามารถเดินทางเข้าเยี่ยมเยือนบางประเทศ (27 ประเทศ) ในทวีปยุโรปได้นั้น เราจำเป็นต้องทำเรื่องขอวีซ่าเชงเก้น หรือ Schengen Visa กันเสียก่อน ซึ่งการขอวีซ่าเชงเก้น เพื่อให้ได้รับการอนุญาติเข้าท่องเที่ยว หรือพำนักในยุโรปนั้น จะมีความละเอียด ขั้นตอนที่ซับซ้อน และเงื่อนไขมากมาย ทำให้นักท่องเที่ยวกลัวว่า จะทำวีซ่าเชงเก้นไม่ผ่าน  

    ข้อควรพิจารณาก่อนยื่นวีซ่าเชงเก้น

    หนึ่งในข้อควรพิจารณาที่สำคัญที่สุดก่อนการยืนวีซ่าเชงเก้นนั่นคือ ระยะเวลายืนวีซ่าเชงเก้นก่อนการเดินทาง ซึ่งสำหรับวีซ่าเชงเก้นแล้ว ผู้เดินทางจะต้องทำการยื่นวีซ่าก่อนการเดินทางอย่างน้อย 1 เดือน ทั้งนี้เนื่องจากเจ้าหน้าที่จะใช้เวลาในการพิจารณาเอกสารของคุณอย่างน้อย 7 – 15 วันทำการ แล้วแต่ประเภทของวีซ่า และ ประเทศที่ต้องการขอยื่นวีซ่าเชงเก้น อย่างไรก็ตาม ผู้ยื่นวีซ่าต้องทำการจองคิวเพื่อเดินทางไปยื่นเอกสาร ซึ่งคิวสำหรับการยื่นวีซ่านั้น จะว่างหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาในการเดินทาง ดังนั้นเพื่อเป็นการเผื่อเวลาในการจองคิว และ การพิจารณาเอกสารของเจ้าหน้าที่ ผู้เดินทางควรเริ่มทำวีซ่าแต่เนิ่นๆ อย่างน้อย 1 เดือนนั่นเอง

    วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) คืออะไร จะไปเที่ยวยุโรปต้องใช้ไหม

    วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) นั้นเป็นใบอนุญาติ หรือใบเบิกทางสำหรับนักท่องเที่ยวผู้ไม่ได้ถือสัญชาติใดสัญชาติหนึ่งในกลุ่มประเทศสมาชิกเชงเก้น ให้สามารถทำการท่องเที่ยว หรือ พำนักในประเทศสมาชิกเชงเก้นได้ไม่เกิน 90 วัน (ภายใน 180 วัน) นอกจากนี้ ภายในระยะเวลา 90 วันนี่เอง ผู้ถือวีซ่าเชงเก้นยังสามารถเดินทางเข้า – ออกทั้ง 27 ประเทศผู้เป็นสมาชิกเชงเก้นได้อย่างเสรีโดยไม่ต้องขอวีซ่าของประเทศนั้นๆ อีกด้วย

    โดยวัตถุประสงค์หลักในการก่อตั้งวีซ่าเชงเก้นขึ้นมานั้น เพื่อทำให้ขั้นตอนการขอวีซ่าเข้าประเทศสมาชิกสหภาพยุโรปนั้น มีประสิทธิภาพ และ มีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จึงได้มาเป็น ‘วีซ่าเชงเก้น’ หรือกล่าวคือ วีซ่าที่เกิดจากการทำข้อตกลงร่วมกันของประเทศในสหภาพยุโรป 23 ประเทศ และ ประเทศนอกสหภาพยุโรปอีก 4 ประเทศ ในการอนุญาติให้ผลเมืองประเทศสมาชิกสามารถเดินทางข้ามพรมแดนประเทศสมาชิกเชงเก้นได้อย่างเสรี (Schengen Visa Agreement) และ นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าออกประเทศสมาชิกเชงเก้นได้ หากเป็นผู้ถือวีซ่าเชงเก้นนั่นเอง

    อย่างไรก็ตาม อัปเดตล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา พลเมืองเชงเก้นที่มีความประสงค์เดินทางเข้า-ออกประเทศกลุ่มสมาชิก แม้จะไม่ต้องขอวีซ่า แต่จำเป็นต้องยื่นเอกสาร ETIAS Stamp (European Travel Information and Authorization System) เพิ่มเติม เพื่อความปลอดภัย และ ง่ายต่อการจัดการของทางกงศุล โดยสามารถกรอกแบบฟอร์ม เพื่อรับเอกสาร ETIAS ได้ที่เว็บไซต์ Etias.com

    อัปเดตล่าสุด วีซ่าเชงเก้น มีประเทศอะไรบ้าง ?

    วีซ่าเชงเก้นมีประเทศอะไรบ้าง และ มีกี่ประเทศ จากข้อมูลอัปเดตวีซ่าเชงเก้น 2022 – 2023 ประเทศที่นักท่องเที่ยวจำเป็นต้องทำการยื่นวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) มีด้วยกันทั้งหมด 27 ประเทศ ได้แก่

    1. เบลเยี่ยม (Belgium)

    2. เช็ก (Czech)

    3. เดนมาร์ก (Denmark)

    4. เอสโตเนีย (Estonia)

    5. ฟินแลนด์ (Finland)

    6. ฝรั่งเศส (France)

    7. เยอรมนี (Germany)

    8. กรีซ (Greece)

    9. ฮังการี (Hungary)

    10. ไอซ์แลนด์ (Iceland)

    11. อิตาลี (Italy)

    12. ลัตเวีย (Latvia)

    13. ลิกเตนสไตน์ (Liechtenstein)

    14. ลิทัวเนีย (Lithuania)

    15. ลักเซมเบิร์ก (Luxembourg)

    16. มอลตา (Malta)

    17. เนเธอร์แลนด์ (Netherlands)

    18.นอร์เวย์ (Norway)

    19. โปแลนด์ (Poland)

    20. โปรตุเกส (Portugal)

    21. สโลวาเกีย (Slovakia)

    22. สโลวีเนีย (Slovenia)

    23. สเปน (Spain)

    24. สวีเดน (Sweden)

    25. สวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland)

    26. ออสเตรีย (Austria)

    27. โครเอเซีย (Croatia)

    จากเดิม 26 ประเทศ โดยมีประเทศโครเอเชีย เพิ่มเข้ามาเพิ่มเติม เป็น 27 ประเทศ เมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2022 ที่ผ่านมา โดยใน 27 ประเทศนี้ มี 4 ประเทศที่ไม่ได้เป็นสมาชิกของสหภาพยุโรป แต่ต้องใช้ Schengen Visa ในการเดินทางซึ่งได้แก่ ประเทศไอซ์แลนด์, ลิกเตนสไตน์, นอร์เวย์ และ สวิตเซอร์แลนด์

    วีซ่าเชงเก้นมีกี่ประเภท จะไปเที่ยวต้องยื่นประเภทอะไร

    สำหรับการท่องเที่ยว นักเดินทางส่วนใหญ่จะเลือกยืนวีซ่าเชงเก้นแบบพำนักระยะสั้น และเป็นวีซ่าในรูปแบบ Multiple Entry ซึ่งจะให้สิทธิผู้เดินทางในการเดินทางเข้า – ออกประเทศสมาชิกเชงเก้นได้ภายใน 90 วัน หลายครั้ง จนกว่าวีซ่าเชงเก้นจะหมดอายุ  อย่างไรก็ตาม วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) สามารถแบ่งประเภทออกเป็น 4 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

    1. วีซ่าเชงเก้นประเภท A 

    โดยวีซ่าเชงเก้นประเภทนี้ คือ วีซ่าสำหรับแวะเปลี่ยนเครื่องที่สนามบิน สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางด้วยเครื่องบินซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องทำการเปลี่ยนเครื่อง (Stop Over) ที่สนามบิน ซึ่งตั้งอยู่ในเขตประเทศสมาชิกเชงเก้น

    2. วีซ่าเชงเก้นประเภท B

    วีซ่าเชงเก้นประเภท B เป็นวีซ่าทรานซิท สำหรับนักท่องเที่ยว ที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศอื่นๆ แต่ต้องผ่าน หรือ แวะ ประเทศในเขตเชงเก้นก่อนเพื่อเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ 

    3. วีซ่าเชงเก้นประเภท C

    วีซ่าเชงเก้นประเภทนี้ มีชื่อเรียกว่า “วีซ่าเชงเก้นแบบพำนักระยะสั้น” ซึ่งเป็นประเภทวีซ่าที่นักท่องเที่ยวนิยมขอ โดยวัตถุประสงค์ขอบงวีซ่านี่ คือ การเดินทางไปทำธุรกิจ หรือ ท่องเที่ยวในกลุ่มประเทศสมาชิกเชงเก้นระยะสั้น ไม่เกิน 90 วัน ภายใน 180 วัน (ในช่วงเวลา 6 เดือน) โดยวีซ่าเชงเก้นประเภทพำนักระยะสั้นนี้ สามารถแบ่งออกตามลักษณะการเดินทางเข้าออกประเทศได้เป็น 

    • วีซ่าพำนักระยะสั้นแบบ Single Entry 
    • วีซ่าพำนักระยะสั้นแบบ Double Entry
    • วีซ่าพำนักระยะสั้นแบบ Multiple Entry 

    นอกจากนี้ ประเภทวีซ่าเชงเก้นแบบพำนักระยะสั้น ยังสามารถแบ่งออกตามลักษณะการเดินทางได้อีกเป็น 3 ประเภท ซึ่งแต่ละประเภท ต่างมีรายละเอียดเอกสาร และ หลักฐานที่ต้องเตรียมแตกต่างกันออกไป โดย 3 ประเภทได้แก่ 

    • วีซ่าพำนักระยะสั้นแบบท่องเที่ยว (Tourist) 
    • วีซ่าพำนักระยะสั้นแบบเยี่ยมเยือน (Visitor) 
    • วีซ่าพำนักระยะสั้นแบบธุรกิจ (Business)

    4. วีซ่าเชงเก้นประเภท D

    วีซ่าเชงเก้นประเภทนี้ เป็นวีซ่าสำหรับผู้เดินทางที่มีความประสงค์ในการพำนักที่ประเทศนั้นๆ เป็นระยะเวลามากกว่า 90 วัน เช่น เพื่อการเรียนต่อ หรือ การติดต่อธุรกิจ เป็นต้น 

    ส่วนอื่น ๆ นั้นจะเป็นประเภท วีซ่าเข้ามารักษาพยาบาล วีซ่าสำหรับเจ้าหน้าที่หน่วยราชการ วีซ่าแลกเปลี่ยนด้านวัฒนธรรมและกีฬา วีซ่าเยี่ยมเยือนครอบครัวหรือเพื่อน เป็นต้น

    สรุปขั้นตอนยื่นวีซ่าเชงเก้น พร้อมเอกสารที่จำเป็น

    ขั้นตอนในการยื่นวีซ่าเชงเก้น ของทั้ง 27 ประเทศผู้เป็นหนึ่งในสมาชิกเชงเก้นนั้น จะมีความคล้ายคลึงกัน โดยจะแตกต่างกันที่การกรอกเอกสาร, สถานที่ยื่นวีซ่า และ ระยะเวลาที่ทางสถานทูตใช้ในการพิจารณา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้ว ระยะเวลาในการพิจารณาวีซ่าเชงเก้นนั้น จะอยู่ที่ 15 วันทำการ ซึ่งผู้เดินทางสามารถขอวีซ่าเชงเก้นล่วงหน้าได้ไม่เกิน 90 วัน โดยมีขั้นตอนดังนี้

    ขั้นตอนที่ 1: จัดเตรียมเอกสารยื่นวีซ่าเชงเก้น

    เอกสารการยื่นวีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) เป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่เจ้ากหน้าที่สถานทูตของทุกประเทศใช้ในการตัดสินความพร้อมของคุณในการท่องเที่ยว หนือ พำนักในประเทศนั้นๆ โดยเอกสารฉบับอัปเดตการขอวีซ่าเชงเก้น 2022 – 2023 มีดังนี้ 

    • แบบฟอร์มยื่นเรื่องขอวีซ่าเชงเก้นของแต่ละประเทศ 

    การยื่นขอวีซ่าเชงเก้นของแต่ละเทศ จะมีแบบฟอร์มเฉพาะของแต่ละประเทศที่แตกต่างกันไป โดยผู้เดินทางจะต้องทำการกรอกแบบฟอร์มวีซ่าเชงเก้นสำหรับเดินทางไปประเทศนั้นๆ ที่เว็บไซต์ของสถานทูต หรือ บนเว็บไซต์ของศูนย์รับคำร้องที่ได้รับมอบหมายจากสถานทูตอย่างเป็นทางการ เช่น ศูนย์รับคำร้อง VFS และ ศูนย์รับคำร้อง TLS เป็นต้น

    • หนังสือเดินทาง (Passport) 

    ให้นักท่องเที่ยวเตรียมหนังสือเดินทางทั้งเล่มเก่า และ เล่มปัจจุบันมาในวันยื่นเอกสาร โดยเล่มปัจจุบัน จะต้องมีหน้าเหลืออย่างน้อย 2 หน้า อบะ มีอายุเหลือมากกว่า 3 เดือน ขึ้นไป นอกจากนี้ ให้คุณนำสำเนาหนังสือเดินทางของหน้าที่แสดงรูปถ่าย และ ข้อมูลส่วนตัวมาด้วย 2 ชุด

    • หลักฐานทางการเงิน

    สำหรับผู้ที่ต้องการขอวีซ่าเชงเก้นไม่ว่าจะสำหรับเดินทางไปประเทศไหนก็ตาม จะต้องแสดงหลักฐานทางการเงินได้แก่ รายการเดินบัญชี (Bank Satement) ย้อนหลัง ไม่น้อยกว่า 6 เดือน และ ใบรับรองทางการเงิน (Bank Certification) ที่ออกโดยธนาคาร และ มีลายเซ็นของทางธนาคารด้วยเช่นกัน

    • ใบรับรองการทำงาน หรือใบรับรองการเป็นนักศึกษา

    หากคุณเป็นพนักงาน คุณจะต้องแสดงใบรับรองการทำงานที่ออกโดยบริษัท และระบุตำแหน่งงาน เงินเดือน รวมถึงช่วงเวลาที่ทางบริษัทอนุมัติให้ลาตั้งแต่วันเริ่มเดินทางจนถึงวันกลับ ในทางตรงกันข้าม หากคุณเป็นเจ้าของกิจการ คุณจะต้องนำใบประกอบกิจการมาด้วย สำหรับนักเรียน หรือ นักศึกษา จะต้องนำใบรับรองการศึกษาที่ออกโดยสถานศึกษามา เพื่อแสดงสถานภาพความเป็นนักเรีบนที่ประเทศไทยนั่นเอง 

    • หลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน และที่พัก

    ในการขอวีซ่าเชงเก้น เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้เดินทางเอง ทางสถานทูตจะขอดูหลักฐานการจองตั๋วเครื่องบิน ซึ่งต้องระบุสายการบิน เที่ยวบินขาไป และ ขากลับ พร้อมกับหลักฐานการจองที่พักตลอดระยะเวลาที่พำนักในประเทศเชงเก้นด้วยเช่นกัน (คุณสามารถเลือกจองกับโรงแรมที่สามารถแคนเซิล Booking ได้ ในกรณีหากมีความต้องการเปลี่ยนแผนการเดินทางหลักจากขอวีซ่าเชงเก้นผ่านเรียบร้อย)

    • แผนการเดินทาง

    แผนการเดินทางดังกล่าว จะต้องแสดงถึงข้อมูลการเดินทางแบบกระชับได้ใจความ ซึ่งเจ้าหน้าสถานทูตจะต้องอ่านแล้วเข้าใจถึงการเดินทางของเราในประเทศนั้นๆ รวมทั้งข้อมูลระบบขนส่งสาธารณะที่เราวางแผนจะใช้ในการท่องเที่ยวเพื่อเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ  

    • รูปถ่ายวีซ่า

    รูปถ่ายวีซ่าเชงเก้น เพื่อวัตถุประสงค์ในการท่องเที่ยว ควรเป็นรูปถ่ายสี หน้าตรง เปิดหน้าผาก และ ใบหู โดยมีพื้นหลังเป็นสีขาว หรือ สีอ่อน และต้องมีขนาดอยู่ที่ 3.5 ซม x 4.5 ซม 

    • กรมธรรม์ประกันภัยการเดินทาง

    การทำวีซ่าเชงเก้นเพื่อการท่องเที่ยว ผู้เดินทางจะต้องทำประกันการเดินทางกับบริษัทที่ได้รับการรับรองจากทางสถานทูตของประเทศนั้นๆ ซึ่งประกันดังกล่าวต้องมีวงเงินครอบคลุมไม่น้อยกว่า 1,500,000 บาท หรือ ประมาณ 30,000 ยูโร นั่นเอง

    • เอกสารส่วนตัวอื่นๆ

    นอกจากเอกสารสำคัญที่ได้กล่าวไปในข้างต้น ผู้เดินทางต้องเตรียมเอกสารส่วนตัว พร้อมกับสำเนา ไม่ว่าจะเป็น บัตรประชาชน สำเนาบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า และ สนูติบัตรสำหรับเด็กที่มีอายุน้อยกว่า 18 ปี

    • ค่าธรรมเนียม

    ในวันที่ยื่นเอกสารเพื่อขอวีซ่าเชงเก้น (Shengen Visa) กับทางสถานทูต หรือ กับทางศูนย์ยื่นวีซ่า นอกจากเอกสารต่างๆ ที่ต้องเตรียมให้ครบถ้วนแล้ว ผู้ยื่นวีซ่าเชงเก้นจะต้องเตรียมค่าธรรมเนียม ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 80 ยูโร หรือ ที่ประมาณ 2,500 – 3,000 บาท  (สำหรับเด็กจะมีค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 40 ยูโร)

    วีซ่าเชงเก้นแบบเยี่ยมเยือน และ ต้องไปพำนักกับญาติ, พี่น้อง, เพื่อน หรือ แฟน จะต้องเตรียมเอกสารเพิ่มเติมดังนี้

    ขั้นตอนที่ 2: ทำการนัดหมายเพื่อยื่นวีซ่าเชงเก้น

    ขั้นตอนการนัดหมายเพื่อยื่นเอกสารนั้น ผู้เดินทางจะต้องทำการเช็คว่าวีซ่าเชงเก้นเพื่อเดินทางไปยังประเทศนั้นๆ จะต้องทำการนัดหมายผ่านเว็บไซต์อะไร ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วการขอวีซ่าเชงเก้น ผู้เดินทางจะต้องทำการนัดหมายที่เว็บไซต์ของศูนย์ยื่นวีซ่าที่ทางสถานทูตประเทศนั้นๆ ได้มอบหมายให้ดูแล

    ในขั้นตอนนี้ ผู้เดินทางจะต้องสร้างบัญชีกับทางเว็บไซต์ให้เรียบร้อย จากนั้นยืนยันบัญชีผู้ใช้ทางอีเมล และ ทำการนัดหมายให้เรียบร้อย โดยคุณจะต้องปริ้นท์ใบนัดหมายฉบับนี้ออกมาเพื่อใช้ประกอบเอกสารยื่นวีซ่าเชงเก้นในวันนัดหมายเช่นกัน 

    ขั้นตอนที่ 3: เดินทางไปยื่นเอกสารขอวีซ่าเชงเก้นกับศูนย์ยื่นของประเทศนั้นๆ

    ในขั้นตอนนี้ คุณจะต้องเตรียมใบนัดหมาย และ เอกสารที่จำเป็น มายื่นกับทางศูนย์รับยื่นวีซ่าเชงเก้นของประเทศนั้นๆ ซึ่งได้แก่ ศูนย์ VFS และ ศูนย์ TLS 

    • 1. ศูนย์รับยื่น Schengen Visa – VFS:  

    ที่อยู่: อาคารเทรนดี้ ซอย. สุขุมวิท 13

    สำหรับประเทศ:  เบลเยี่ยม, สหราชอาณาจักร, เดนมาร์ก, ไอซ์แลนด์, ฟินแลนด์, เอสโตเนีย, เลบานอน, นอร์เวย์, สวีเดน, เนเธอร์แลนด์, ออสเตรเลีย, และ แคนาดา

    ที่อยู่: ที่จามจุรี สแควร์

    สำหรับประเทศ: ออสเตรีย, โครเอเชีย, สาธารณรัฐเช็ก, เยอรมนี, อิตาลี, ยูเครน, สวิตเซอร์แลนด์, สิงคโปร์

    • 2. ศูนย์รับยื่น Schengen Visa – TLS:  

    ที่อยู่: ตึกสาธร ซิตี้ทาวเวอร์ ชั้น 12 ถนน สาทรใต้ 

    สำหรับประเทศ: ฝรั่งเศส และ โปรตุเกส 

    • 3. ศูนย์รับยื่น Schengen Visa – BLS International:  

    ที่อยู่: อาคาร อินเตอร์เชนจ์ 21 399 ถนนสุขุมวิท 

    สำหรับประเทศ: สเปน

    ขั้นตอนที่ 4: การพิจารณาเอกสาร และ เช็คสถานะวีซ่าเชงเก้น

    หลังจากที่เราได้ทำการยื่นเอกสารกับทางศูนย์ยื่นวีซ่าเรียบร้อยแล้ว ทางศูนย์จะทำการส่งเอกสารของเราไปยังสถานทูตของประเทศนั้นๆ โดยสถานทูตจะใช้เวลาพิจารณาประมาณ 15 วันทำการ 

    ซึ่งหลังจากที่ทางสถานทูตพิจารณาเอกสารเสร็จสิ้น หนังสือเดินทาง (Passport) ของคุณจะถูกส่งกลับมาที่ศูนย์ยื่นวีซ่า ซึ่งทางศูนย์จะแจ้งให้คุณเดินทางมารับหนังสือเดินทางที่ศูนย์ ในกรณีที่คุณจะเดินทางมารับหนังสือเดินทางเอง หรือ หากคุณเลือกเป็นส่งไปรษณีย์แทน ทางศูนย์ยื่นจะให้คุณกรอกที่อยู่เพื่อส่งคืนหนังสือเดินทางในวันที่คุณเดินทางไปยื่นเอกสารกับทางศูนย์ (ในขั้นตอนที่ 3)

    วีซ่าเชงเก้นคือความสะดวกสบายที่จะให้คุณเข้าออกประเทศในเขตเชงเก้นได้ถึง 27 ประเทศ แต่การยื่นเรื่องแต่ละครั้งจำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ขั้นตอน เอกสาร และต้องมีเวลามากพอสำหรับดำเนินการ การใช้ผู้เชี่ยวชาญในด้านนี้ก็ย่อมที่จะมีความสะดวกมากกว่า Doctor Visa พร้อมให้บริการยื่นวีซ่าเชงเก้น เพื่อเปิดโลกของคุณสู่ประเทศแถบยุโรปได้อย่างมั่นใจ

  • Thai Visa Service วีซ่าคนต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศไทย

    Thai Visa Service วีซ่าคนต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศไทย

    รับทำวีซ่าคนต่างชาติที่ประสงค์จะเดินทางเข้าประเทศไทยจะต้องขอรับการตรวจลงตราหรือขอวีซ่าจากสถานเอกอัครราชทูต หรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยซึ่งตั้งอยู่ในประเทศที่ตนมีถิ่นพำนัก หรือจากสถานเอกอัครราชทูตไทยที่ได้รับมอบหมายให้ดูแลประเทศที่คนต่างชาติดังกล่าวมีถิ่นพำนัก หากมีข้อสงสัยเกี่ยวกับสถานที่ขอวีซ่า กรุณาสอบถามได้จากสถานเอกอัครราชทูตหรือสถานกงสุลใหญ่ของไทยทุกแห่ง

    วีซ่าประเทศไทย – Thai Visa Service

    ในการขอวีซ่านั้น คนต่างชาติจะต้องขอรับการตรวจลงตราให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการเข้ามาในประเทศไทย  ทั้งนี้ การอนุมัติวีซ่าอยู่ในดุลพินิจของสถานเอกอัครราชทูต/สถานกงสุลใหญ่  และในการตรวจลงตราให้แก่คนต่างชาติบางสัญชาติ ได้มีการกำหนดระเบียบและหลักเกณฑ์การพิจารณา

    คนต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศไทยด้วยวีซ่าประเภทใด ๆ ก็ตาม ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำงานจนกว่าจะได้รับใบอนุญาตทำงาน  ดังนั้น คนต่างชาติที่ประสงค์จะเข้ามาทำงานในประเทศไทยจะต้องขอรับการตรวจลงตราประเภทที่ถูกต้องคือ “Non-Immigrant Visa B”  เพื่อที่จะสามารถยื่นขอรับใบอนุญาตทำงานได้

    หากประสงค์จะพำนักในประเทศเกินกว่าระยะวีซ่าท่องเที่ยวที่ประเทศไทยกำหนดให้แต่ละสัญชาตินั้น ต้องดำเนินการขอวีซ่าชั่วคราวแบบ 90 วัน non-immigrant visa  ที่สถานทูตไทยในประเทศต้นทาง  เพื่อมาดำเนินการขอวีซ่าระยะยาวในประเทศไทยได้

    Doctor Visa เราบริการแนะนำ ให้คำปรึกษา ในการยื่นขอวีซ่าในประเทศไทยให้กับชาวต่างชาติในทุกประเทศ เพื่ออำนวยความสะดวก และช่วยเหลือคนต่างชาติได้รับความสะดวก ในการใช้ชีวิตในประเทศไทย


    วีซ่าท่องเที่ยว – Tourist Visa

    หลักเกณฑ์การพิจารณา

    1. คนต่างด้าวต้องได้รับการตรวจลงตรา ประเภทนักท่องเที่ยว
    2. ไม่เป็นบุคคลสัญชาติ หรือจำ พวกที่ คณะกรรมการติดตามการปฏิบัติราชการของพนักงานเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมือง ของ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกำหนด (กรณีเป็นบุคคลสัญชาติศรีลังกา อินเดีย ปากีสถาน บังคลาเทศ อิหร่าน เนปาล โตโก ไนจีเรียและยูกันดา จะได้รับให้อยู่ในราขอาณาจักรได้ไม่เกิน 7 วัน)

    เอกสารประกอบที่ต้องใช้

    1. แบบคำขอ ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า , ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. รูปถ่าย ขนาด 4 x 6 ซม. (ที่ถ่ายไว้ไม่เกิน 6 เดือน)
    4. ค่าธรรมเนียม 1,900 บาท

    เอกสารเฉพาะกรณี

    กรณีเจ็บป่วย

    1. แบบฟอร์ม ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า, ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. หนังสือรับรองจากโรงพยาบาล โดยให้ปรากฏคำวินิจฉัยของแพทย์ดังนี้

    – เจ็บป่วยเป็นโรค หรืออะไร

    – เป็นอุปสรรคต่อการเดินทางไกลหรือไม่ อย่างไร

    – ต้องรักษาตัว หรือไม่สามารถเดินทางไกล นานเท่าใดแต่เมื่อใด เป็นต้นไป

    กรณีดูแลผู้ป่วย

    1. แบบฟอร์ม ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า, ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. หนังสือรับรองจากโรงพยาบาลที่ทำการตรวจรักษาผู้ป่วย โดยระบุความสัมพันธ์กับผู้ป่วย หรือหนังสือรับรองความสัมพันธ์กับผู้ป่วยจากสถานทูต หรือสถานกงสุล

    กรณีเพื่อเยี่ยมญาติหรือกลับภูมิลำเนาเดิมของผู้เคยมีสัญชาติไทยหรือของผู้ที่มีบิดาหรือมารดา เป็นบุคคลสัญชาติไทยหรือเคยมีสัญชาติไทย

    1. แบบฟอร์ม ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า, ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. หลักฐานแสดงว่าเดิมเคยมีสัญชาติไทย หรือแสดงว่าบิดา หรือมารดามีสัญชาติไทย หรือเคยมีสัญชาติไทย

    กรณีเพื่อเยี่ยมคู่สมรส หรือเยี่ยมบุตรซึ่งมีสัญชาติไทย

    1. แบบฟอร์ม ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า, ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. หลักฐานแสดงความสัมพันธ์ (กรณีคู่สมรสต้องมีความสัมพันธ์กันทั้งทางนิตินัย และพฤตินัย)

              3.1 สำเนาทะเบียนบ้านของคู่สมรส หรือบุตร

              3.2 สำเนาบัตรประชาชนของบุคคลผู้มีสัญชาติไทย

              3.3 สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาสูติบัตรของบุตร

    กรณีเพื่อการดำเนินคดี หรือดำเนินกระบวนพิจารณาอันเกี่ยวกับคดี

    1. แบบฟอร์ม ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า, ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. หลักฐานยืนยันว่าเป็นผู้เกี่ยวข้องกับการดำเนินคดี โดยเป็นผู้กล่าวหา ผู้เสียหาย ผู้ต้องหา โจทก์จำเลย หรือพยาน

    กรณีปฏิบัติหน้าที่หรือภารกิจให้แก่ส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือสถานฑูต หรือสถานกงสุล หรือองค์การระหว่างประเทศ

    1. แบบฟอร์ม ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า, ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. หนังสือรับรองหรือร้องขอ จากส่วนราชการระดับกรม หรือเทียบเท่า หรือหัวหน้า
    4. รัฐวิสาหกิจ หรือหัวหน้าหน่วยงานอื่นของรัฐ หรือจากส่วนราชการตำรวจระดับกองบังคับการหรือเทียบเท่าขึ้นไป หรือจากส่วนราชการทหารระดับผู้บังคับหน่วยในสังกัดกระทรวงกลาโหม กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ ซึ่งมีชั้นยศพลตรี พลเรือตรี พลอากาศตรีขึ้นไป ในส่วนที่เกี่ยวข้อง หรือจากองค์การระหว่างประเทศ

    กรณีมีเหตุจำเป็นโดยมีสถานฑูต หรือสถานกงสุลรับรองและร้องขอ

    1. แบบฟอร์ม ตม.7 (คนต่างด้าวต้องมายื่นคำร้องด้วยตนเอง)
    2. สำเนาหนังสือเดินทาง, วีซ่า, ตราประทับอนุญาตครั้งสุดท้าย
    3. หนังสือรับรอง หรือร้องขอ จากสถานฑูต หรือสถานกงสุล

    วีซ่านักเรียน Non-Immigrant ED

    กรณีเพื่อศึกษาในสถานศึกษาของ เอกชน

    วีซ่านักเรียน Non-Immigrant ED

    หลักเกณฑ์การพิจารณา

    – คนต่างด้าวต้องได้รับการตรวจลงตรา ประเภทคนอยู่ชั่วคราว

    – สถานศึกษานั้นได้รับอนุญาตให้ประกอบ กิจการจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

    – ได้รับการรับรองและร้องขอจากสถานศึกษานั้น

    – ได้รับการรับรองจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง (ยกเว้นกรณีศึกษาในโรงเรียนนานาชาติ และกรณีศึกษาในระดับอุดมศึกษา)

    เอกสารประกอบที่ต้องใช้

    – แบบคำขอ ตม.7

    – สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ยื่นคำขอ

    – สำเนาหลักฐานการอนุญาตให้จัดตั้ง สถานศึกษาจากส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

    – หนังสือรับรองและขอให้อยู่ต่อจาก สถานศึกษานั้นโดยให้ปรากฏรายละเอียด เกี่ยวกับจำนวนปี-การศึกษา ระดับหลักสูตร และผลการศึกษาของผู้ยื่นคำขอ

    – หนังสือรับรองจากหน่วยงานของรัฐระดับ กรมหรือเทียบเท่าหรือจากผู้ว่าราชการจังหวัดที่ รับผิดชอบสถานศึกษานั้น (ยกเว้นกรณีศึกษาในโรงเรียนนานาชาติและ กรณีศึกษาในระดับอุดมศึกษา)


    วีซ่าติดตามคู่สมรส บุตรบิดามารดา – Immigrant Visa

    กรณีเป็นครอบครัวของผู้มีสัญชาติ ไทย (เฉพาะบิดามารดา คู่สมรส บุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรส)

    วีซ่าติดตามคู่สมรส บุตรบิดามารดา – Immigrant Visa

    หลักเกณฑ์การพิจารณา

    – คนต่างด้าวต้องได้รับการตรวจลงตรา ประเภทคนอยู่ชั่วคราว

    – มีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์

    – กรณีคู่สมรสต้องมีความสัมพันธ์กันทั้งทาง นิตินัยและพฤตินัย หรือกรณีบุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของ คู่สมรสขอยู่ในความ อุปการะบุตรบุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรสนั้นต้องยังไม่ได้สมรสและอยู่อาศัยเป็นส่วนแห่งครัวเรือนนั้น และต้องมีอายุไม่เกิน 20 ปี บริบูรณ์

    – กรณีบิดาหรือมารดา บิดาหรือมารดา นั้นต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่าเดือนละ 40,000 บาท หรือต้องมีเงินฝากไม่น้อยกว่า 400,000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบ 1 ปี

    – กรณีสมรสกับหญิงไทย ฝ่ายสามีซึ่งเป็น คนต่างด้าวต้องมีรายได้เฉลี่ยทั้งปีไม่น้อยกว่า เดือนละ 40,000 บาท หรือเงินฝากใน ธนาคารในประเทศไทยคงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 2 เดือน ไม่น้อยกว่า 400, 000 บาท เพื่อไว้ใช้จ่ายในรอบปี

    เอกสารประกอบที่ต้องใช้ (กดอ่าน)

    1. กรณีอุปการะบุตรไทย/บุตรไทย
    2. กรณีภรรยาไทย
    3. กรณีสามีไทย

    หมายเหตุ

    – ผู้ยื่นคำขอและบุตร/ภรรยา/สามีผู้มีสัญชาติไทย ต้องมาติดต่อด้วยตนเอง เพื่อมาให้ปากคำ ให้นำหลักฐานเอกสารตัวจริงมาแสดง  และถ่ายเอกสารพร้อมรับรองสำเนาถูกต้องด้วยลายมือชื่อของผู้ยื่นคำขอ


    วีซ่าเกษียณ Non-Immigrant O

    กรณีใช้ชีวิตในบั้นปลาย

    หลักเกณฑ์การพิจารณา

    – คนต่างด้าวต้องได้รับการตรวจลงตรา ประเภทคนอยู่ชั่วคราวมีอายุตั้งแต่ 50 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป

    – มีหลักฐานการมีเงินได้ไม่น้อยกว่า เดือนละ 65,000 บาท หรือ ณ วันยื่นคำขอมีเงินฝากในธนาคารในประเทศไทย (ประเภทออมทรัพย์ธรรมดา/ประจำ) คงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 3 เดือน ไม่น้อยกว่า 800,000 บาท เฉพาะในปีแรกให้แสดงบัญชีเงินฝากโดยมีเงินจำนวนดังกล่าวฝากอยู่ในบัญชีมาแล้วไม่น้อยกว่า 60 วัน หรือ มีเงินได้ในรอบปี และมีเงินฝากธนาคารคำนวณรวมกันได้ไม่น้อยกว่า 800,000 บาท นับถึงวันยื่นคำขอคนต่างด้าว ซึ่งเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรก่อนวันที่ 21 ตุลาคม 2541 และได้รับอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร เพื่อใช้ชีวิตในบั้นปลายต่อเนื่องตลอดมา

    ให้ใช้หลักเกณฑ์ดังนี้

     (ก) อายุ 60 ปีขึ้นไป และมีรายได้ที่แน่นอน โดยมีเงินฝากคงอยู่ในบัญชีตลอด ระยะเวลาย้อนหลัง 3 เดือน ไม่น้อยกว่าปีละ 2,000,000 บาท

    หรือ มีรายได้ไม่น้อยกว่า เดือนละ 20,000บาท

    (ข) อายุไม่ถึง 60 ปี แต่ไม่น้อยกว่า 55 ปี ต้องมีรายได้ที่แน่นอนโดยมีเงินฝากคงอยู่ในบัญชีตลอดระยะเวลาย้อนหลัง 3 เดือน ไม่น้อยกว่าปีละ 500,000 บาท หรือ มีรายได้ไม่น้อยกว่าเดือนละ 50,000 บาท

    เอกสารประกอบที่ต้องใช้

    – แบบคำขอ ตม.7

    – สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ยื่นคำขอ

    – หลักฐานแสดงการมีเงินได้ เช่น เงินบำนาญ หรือการได้รับดอกเบี้ย หรือเงินปันผล เป็นต้น และ / หรือ หนังสือรับรองการมีเงินฝากจากธนาคารในประเทศไทย (ประเภทออมทรัพย์ธรรมดา / ประจำ) และสำเนาบัญชีธนาคาร

    – เฉพาะกรณีตามหลักเกณฑ์ข้อ (6) ให้แสดง เอกสารเช่นเดียวกับข้อ 1 – 4 ข้างต้น


    วีซ่าเยี่ยมเยือนคู่สมรส บุตรที่มีสัญชาติไทย

    หลักเกณฑ์การพิจารณา

    – มีหลักฐานแสดงความสัมพันธ์

    – กรณีคู่สมรสต้องมีความสัมพันธ์กันทั้ง ทางนิตินัยและพฤตินัย

    เอกสารประกอบที่ต้องใช้

    – แบบคำขอ ตม.7

    – สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ยื่นคำขอ

    – สำเนาทะเบียนบ้าน

    – สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนของผู้มี สัญชาติไทย

    – สำเนาทะเบียนสมรส หรือสำเนาสูติบัตร 


    วีซ่าป่วย – Medical Visa

    กรณีเพื่อรับการรักษาพยาบาล หรือ การพักฟื้น หรือเพื่อดูแลผู้ป่วย

    วีซ่าป่วย – Medical Visa

    ก. กรณีเพื่อรับการรักษาพยาบาลหรือการพักฟื้นหรือเพื่อดูแลผู้ป่วย

    ได้รับการรับรองและร้องขอจากแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่ทำการตรวจรักษา โดยให้ปรากฏรายละเอียดเกี่ยวกับอาการป่วย

    ระยะเวลาในการรักษา และความเห็นของแพทย์ผู้รักษาว่าอาการป่วยนั้นเป็นอุปสรรคต่อการเดินทาง

    กรณีดูแลผู้ป่วยต้องได้รับการรับรอง และร้องขอจากแพทย์ประจำโรงพยาบาลที่ทำการตรวจรักษา หรือจากสถานทูต

    หรือ สถานกงสุล ผู้ดูแลผู้ป่วย นอกจากบิดามารดา คู่สมรส บุตร บุตรบุญธรรม หรือบุตรของคู่สมรสแล้ว ให้อนุญาตได้อีกไม่เกิน 1 คน

    ข. กรณีคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรับการรักษาพยาบาลและผู้ติดตามได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินเก้าสิบวัน สำหรับคนชาติราชอาณาจักรบาร์เรน รัฐคูเวต รัฐสุลต่านโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่น ตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

    ผู้รับการรักษาพยาบาลและผู้ดูแลผู้ป่วย ต้องได้รับการรับรองและร้องขอจากสถานพยาบาลในประเทศไทยตามประกาศรายชื่อที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดที่ทำการตรวจรักษา และออกโดยกระทรวงสาธารณสุข

    ผู้ดูแลผู้ป่วย ได้แก่ บิดามารดา คู่สมรส บุตร บุตรบุญธรรม หรือบุคคลอื่นตามเอกสารแสดงรายชื่อที่ผู้รับการรักษาพยาบาลลงลายชื่อรับรองเอกสาร จำนวนไม่เกิน 4 คน

    เอกสารประกอบที่ต้องใช้

    ก. กรณีเพื่อรับการรักษาพยาบาลหรือการพักฟื้นหรือเพื่อดูแลผู้ป่วย

    – แบบคำขอ ตม.7

    – สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ยื่นคำขอ

    – หนังสือรับรองและขอให้อยู่ต่อจากแพทย์ ประจำโรงพยาบาลที่ทำการตรวจรักษา

    เฉพาะกรณีดูแลผู้ป่วยให้แนบหนังสือรับรอง และขอให้อยู่ต่อจากแพทย์ประจำโรงพยาบาล ที่ทำการตรวจรักษา และเอกสารแสดง ความสัมพันธ์ (กรณีผู้ดูแลซึ่งเป็นส่วนแห่ง ครัวเรือน) เช่น หลักฐานการสมรส สำเนา สูติบัตร หลักฐานการจดทะเบียนรับรองบุตร เป็นต้น โดยได้รับการรับรองจากสถานทูต หรือสถาน กงสุล

    เอกสารประกอบที่ต้องใช้

    ข. กรณีคนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราวเพื่อรับการรักษาพยาบาลและผู้ติดตามได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราและอยู่ในราชอาณาจักรได้ไม่เกินเก้าสิบวัน สำหรับคนชาติราชอาณาจักรบาร์เรน รัฐคูเวต รัฐสุลต่านโอมาน รัฐกาตาร์ ราชอาณาจักรซาอุดิอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอื่น ตามที่ประกาศกระทรวงมหาดไทยจะได้กำหนด

    – แบบคำขอ ตม.7

    – สำเนาหนังสือเดินทางของผู้ยื่นคำขอ

    – หนังสือรับรองหรือร้องขอจากสถานพยาบาลในประเทศไทยตามประกาศรายชื่อที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดที่ทำการตรวจรักษา หรือจากกระทรวงสาธารณสุข

    ผู้รับการรักษาพยาบาล ให้แนบเอกสารเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลที่ออกโดยสถานพยาบาลในประเทศไทยตามประกาศรายชื่อที่กระทรวงสาธารณสุขกำหนดที่ได้รับการตรวจสอบโดยกระทรวงสาธารณสุข ได้แก่ เอกสารการนัดหมายเข้ารับการรักษาพยาบาล เอกสารการรับรองการรักษาพยาบาลของแพทย์ เอกสารยืนยันการเข้ารับการรักษาพยาบาล หรือเอกสารทางการแพทย์ประเภทอื่น

    ผู้ดูแลผู้ป่วย กรณีที่เป็นบิดา มารดา คู่สมรส บุตรหรือบุตรบุญธรรม ให้แนบเอกสารแสดงความสัมพันธ์ในครอบครัว เช่น สำเนาทะเบียนบ้าน สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน สำเนาทะเบียนสมรส สำเนาสูติบัตร สำเนาใบรับรองบุตร หรือหนังสือรับรองความสัมพันธ์จากผู้รับการรักษาพยาบาลในกรณีที่ไม่ได้จดทะเบียนสมรส สำหรับบุคคลอื่นนอกเหนือจากบิดา มารดา คู่สมรส บุตร หรือบุตรบุญธรรมให้แนบสัญญาจ้าง หรือหนังสือรับรองจากผู้เข้ารับการรักษาพยาบาล โดยทั้งสองกรณีต้องแนบเอกสารแสดงรายชื่อผู้ดูแลแลผู้ป่วย ซึ่งผู้รับการรักษาพยาบาลลงลายมือชื่อรับรองเอกสาร

    ทั้งนี้ เอกสารดังกล่าวข้างต้น ต้องรับรองโดยสถานทูตหรือหน่วยงานราชการของประเทศในกลุ่มประเทศสมาชิกคณะมนตรีความร่วมมือรัฐอ่าวอาหรับ (GCC : Gulf Cooperation Council) (ตามแบบฟอร์มเอกสารหนังสือรับรองความเป็นญาติและผู้ติดตามของผู้รับบริการรักษาพยาบาล – Affidavit of Support) โดยแปลเป็นภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ

  • วีซ่าท่องเที่ยว เยี่ยมเยือน (แฟน เพื่อน ครอบครัว) Tourist – Visitor Visa

    วีซ่าท่องเที่ยว เยี่ยมเยือน (แฟน เพื่อน ครอบครัว) Tourist – Visitor Visa

    วีซ่า แบบชั่วคราว (Non-Immigrant / Temporary Visit)
    รับทำวีซ่าและการขอวีซ่าประเภทวีซ่าท่องเที่ยวหรือวีซ่าเยี่ยมเยือน (แฟน /เพื่อน/ครอบครัว) ขั้นตอนการดำเนินการของแต่ละประเทศจะแตกต่างไป แต่ที่สำคัญในทุกประเทศนั้น คือ การที่ผู้ขอต้องแสดงสถานะให้ชัดเจน ในกรณีที่มีผู้เชิญมา ต้องมีหนังสือเชิญจากประเทศผู้เชิญ และแสดงเอกสาร หลักฐานความสัมพันธ์ให้ชัดเจน รวมถึงเอกสารจากผู้เชิญ (Sponsor) เพื่อแสดงสถานะของผู้เชิญ

    วีซ่าท่องเที่ยว เยี่ยมเยือน (แฟน เพื่อน ครอบครัว) Tourist – Visitor Visa

    หลักสำคัญในการสมัครวีซ่า
    – ผู้สมัครต้องแสดงสถานะ การเงิน การงาน ความสัมพันธ์ในประเทศไทยที่ชัดเจน
    – หากผู้สมัคร มีผู้สนับสนุน (Sponsor) เป็นผู้ออกค่าใช่จ่ายในการเดินทาง ต้องแสดงเอกสารความสัมพันธ์ให้ชัดเจน
    – ทำตามเงื่อนไขในการสมัครประเภทวีซ่านั่นๆ อย่างเคร่งครัด
    – ในกรณีที่ผู้สมัครมมีผู้สนับสนุน (Sponsor) เป็นชาวต่างชาติ(แฟน) ต้องเอกสาร หลักฐานความสัมพันธ์ ที่น่าเชื่อถือในการพิจารณาต่อสถานทูต

    บริการของเรา (Our Service)
    – ให้คำปรึกษาเบื้องต้นเกี่ยวกับโอกาสที่จะได้รับวีซ่า โดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
    – การกำหนดรายการเอกสารที่ต้องใช้ในการประกอบการยื่นของผู้ยื่นเอกสารและผู้สนับสนุน(Sponsor)
    – ประเมินโอกาสการขอวีซ่า วิเคราะห์ปัญหา และแนวทางแก้ไข
    – การดำเนินขั้นตอนการขอใบเชิญจากผู้เชิญ(Invitation Letter)
    – ตรวจสอบ การแสดงเอกสารการเงิน การงาน และแนวทางแก้ไข
    – การกรอกฟอร์ม จัดเตรียมเอกสาร แนวทางการสัมภาษณ์
    – การเขียนจดหมายอธิบาย ข้อมูล เอกสารให้กับสถานทูต(สำคัญมาก)

    ขั้นตอนการดำเนินการ
    Step1: ทำสัญญาและชำระส่วนมัดจำค่าบริการบางส่วน หลังจากนั้น เจ้าหน้าที่จะสัมภาษณ์คุณและSponsor ที่สำนักงาน (และอาจสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ หรือทาง Email)
    Step2: ทางเราจะประชุมเพื่อกำหนดขั้นตอนการดำเนิการและระยะเวลาการดำเนินการให้กับ คุณและส่งรายการเอกสารให้กับคุณและ Sponsor รวมถึงการออกแบบการนำเสนอให้กับคุณ
    Step3: ติดตามและให้คำปรึกษาด้านเอกสารจากทางคุณ และ Sponsor
    Step4: รวบรวมเอกสาร เพื่อแปลเอกสาร กรอกฟอร์ม จัดวางเอกสาร เขียนจดมายอธิบาย ซ้อมสัมภาษณ์ให้กับคุณ นัดหมายยื่นสมัครวีซ่า กับทางสถานทูต
    Step5: ยื่น ใบสมัครและเอกสารให้กับคุณ ยังสถานทูตหรือเอเจนซี่ของสถานทูต ติดตามผล

    1. การสมัครวีซ่าเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยว-เยี่ยมเยือน จะขอได้นานสุดเท่าไหร่?

    ตอบ ระยะการอนุมัติวีซ่าท่องเที่ยว-เยี่ยมเยือน แต่ละสถานทูตจะไม่เท่ากันอยู่ที่เงื่อนไขแต่ละสถานทูต อาทิ

    – สถานทูตอังกฤษ ตามระยะขอ แต่ไม่เกิน 6 เดือน
    – สถานทูตออสเตรเลีย ตามระยะขอ แต่ไม่เกิน 3 เดือน
    – กลุ่มเชงเกน(ยุโรป) ตามระยะขอ แต่ไม่เกิน 3 เดือน
    – สถานทูตอเมริกา ตามระยะขอ แต่ไม่เกิน 10 ปี

    ในบางกรณีอาจขอวีซ่าท่องเที่ยว – เยี่ยมเยือน แบบระยะยาวได้ แต่ตามเงื่อนไขสถานทูตนั้น

    2. การยื่นสมัครวีซ่าท่องเที่ยว-เยี่ยมเยือนแบบมีผู้สนับสนนุ(Sponsor) เราต้องแสดงหลักฐานการเงินของเราหรือไม่?

    ตอบ ต้องแสดงการเงินและหลักฐาน อื่นๆที่จำเป็น ต่อการยืนยันสถานภาพในประเทศไทย เพื่อแสดงเจตนารมณ์ว่าเราจะเดินทางกลับมายังประเทศไทยก่อนวีซ่าหมดอายุอย่าง แน่นอน

    3. หลักปัจจัยที่สำคัญต่อการยื่นสมัครวีซ่าท่องเที่ยว-เยี่ยมเยือน มีอะไรบ้าง?

    ตอบ เข้าใจกฎและเงื่อนไขของสถานทูตอย่างชัดเจน การนำเสนอเอกสารทั้งผู้สมัครและผู้สนับสนุน (Sponsor) อย่างครบถ้วน อย่างชี้แจ้งข้อมูลเอกสาร หลักฐาน ใบสมัคร อย่างเป็นระบบ

    4. หากประสงค์ให้ทาง Doctor Visa ดำเนินการต้องทำอย่างไรบ้าง?

    ตอบ หากทาลูกค้าตกลงให้ทางเรา ช่วยเหลือคุณทางลูกค้าต้องทำสัญญาการทำงานกับทางเรา สามารถมาทำสัญญาที่สำนักงาน หรือส่งสัญญาการทำงานทาง Email หรือ Fax หลังจากนั้นทางเราจะดำเนินการสัมภาษณ์และประชุมงาน เพื่อส่งรายการเอกสารในการสมัครวีซ่าและ กำหนดระยะเวลาการทำงาน

    5. ทาง Doctor Visa จะช่วยเหลือทางด้านใดบ้าง?

    ตอบ ทางเราจะดูแลช่วยเหลือคุณ ตั่งแต่การวิเคราะห์ข้อมูลประเมินโอกาส รายการเอกสารที่ต้องใช้ยื่นสมัครทั้งของผู้สมัครและผู้สนับสนนุ(Sponsor) การกรอมฟอร์ม จัดเอกสาร ออกแบบการนำเสนอเอกสาร การเขียนคำชี้แจ้งต่อสถานทูต ซ้อมสัมภาษณ์ ยื่นใบสมัครเข้าสถานทูต

  • สำรวจ 10 วีซ่ายอดนิยมที่เหล่านักเดินทางต้องรู้!

    สำรวจ 10 วีซ่ายอดนิยมที่เหล่านักเดินทางต้องรู้!

    วีซ่ายอดนิยม แม้ว่าในช่วงที่ผ่านมาจะเกิดการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 หรือ โควิด-19 (COVID-19) ส่งผลให้การท่องเที่ยวซบเซาลงไปบ้าง แต่ในปัจจุบันเมื่อสถานการณ์การท่องเที่ยวเริ่มกลับมาฟื้นตัวจนดีขึ้น โดยเฉพาะเทรนด์การท่องเที่ยวต่างประเทศที่กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งหนึ่ง ส่งผลให้เหล่านักเดินทางที่อยากจะไปเยือนประเทศต่างๆ นั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นตามมานั่นเอง

    วีซ่าอเมริกา

    เริ่มต้นวีซ่ายอดนิยมกันที่วีซ่าอเมริกา หนึ่งในประเทศในฝันของใครหลายคนที่อยากเดินทางมาท่องเที่ยว เรียนต่อ หรือแม้กระทั่งพำนักอาศัยทั้งระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งในการขอวีซ่าอเมริกานั้น ส่วนใหญ่มักจะเป็นวีซ่าติดต่อธุรกิจ (B-1 Visa) วีซ่าท่องเที่ยวอเมริกา (B-2 Visa) และวีซ่านักเรียน (F-1 Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าพำนักชั่วคราวที่ได้รับความนิยมจากในกลุ่มผู้ขอวีซ่าอเมริกามากที่สุด ทั้งนี้เราได้สรุปขั้นตอนการขอวีซ่าอเมริกาในเบื้องต้นมาฝากกันตามลำดับดังนี้

    • เข้าไปที่เว็บไซต์ศูนย์บริการข้อมูลวีซ่าสหรัฐอเมริกาสำหรับประเทศไทยเพื่อศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับวีซ่าที่ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางของเรา พร้อมลงทะเบียนสร้างประวัติส่วนตัวในเว็บไซต์
    • กรอกแบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าอเมริกาชั่วคราว (DS-160)
    • ชำระค่าธรรมเนียมสำหรับการยื่นคำร้องขอวีซ่าประเภทนั้นๆ
    • นัดหมายสถานทูตฯ ล่วงหน้าเพื่อเข้าไปติดต่อยื่นคำร้องขอวีซ่า
    • เดินทางไปยังสถานทูตฯ อเมริกาตามวันและเวลาที่นัดหมาย พร้อมนำส่งเอกสารต่างๆ ที่ได้เตรียมไว้ ซึ่งในขั้นตอนนี้ เจ้าหน้าที่อาจมีการถามและสัมภาษณ์วีซ่าอเมริกาด้วย
    • รอเจ้าหน้าที่พิจารณาผลวีซ่าอเมริกาประมาณ 45-60 วันทำการ โดยหากแจ้งผลเรียบร้อยแล้ว ทางผู้สมัครขอวีซ่าสามารถเดินทางเข้ามารับเล่มหนังสือเดินทาง (Passport) พร้อมวีซ่าได้ในภายหลัง

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า

    ผู้ขอวีซ่าอเมริกาสามารถติดต่อได้ที่สถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย (Embassy of the United States, Bangkok)

    • ที่อยู่: 95 ถนนวิทยุ แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330 ประเทศไทย
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-254-1171
    • วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.00 โมง

    วีซ่าจีน

    เชื่อว่าหลายคนคงจะเดากันได้แล้วว่าอีกหนึ่งวีซ่ายอดนิยมที่เหล่านักเดินทางขอมากที่สุดก็คือวีซ่าจีนนั่นเอง โดยวีซ่าจีนเป็นเอกสารสำคัญที่ใช้ในการเดินทางเข้าประเทศจีนหรือสาธารณรัฐประชาชนจีน ทั้งนี้ วีซ่าจีนจะมีประเภทของวีซ่าที่ค่อนข้างหลากหลาย แต่หากจะพูดถึงประเภทวีซ่าจีนที่ได้รับความนิยมเป็นอันดับต้นๆ นั้น คงจะต้องยกให้กับ วีซ่าท่องเที่ยว (ประเภท L) วีซ่าธุรกิจการค้า (ประเภท M) วีซ่าเยี่ยมสมาชิกในครอบครัว (ปรเะเภท Q1 / Q2) วีซ่านักเรียน (ประเภท X1 / X2) และวีซ่าทำงาน (ประเภท Z) โดยเราได้รวบรวมขั้นตอนการขอวีซ่าไปจีน 2566 มาฝากกัน ดังนี้

    • เลือกประเภทวีซ่าจีนที่ต้องการเดินทางเข้าประเทศ
    • ทำเรื่องนัดหมายล่วงหน้าทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ศูนย์บริการยื่นขอวีซ่าประเทศจีน ซึ่งทางผู้สมัครขอวีซ่าจีนจะต้องทำการกรอกข้อมูลส่วนตัวเบื้องต้นก่อน
    • เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้องขอวีซ่าจีน
    • ยื่นคำร้องขอวีซ่ากับทางศูนย์รับยื่นขอวีซ่าจีน
    • รอผลการพิจารณาประมาณ 10-14 วันทำการ แล้วจึงเดินทางไปรับเล่มหนังสือเดินทางในภายหลัง

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า

     ผู้ขอวีซ่าจีนสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์บริการยื่นขอวีซ่าประเทศจีน (Chinese Visa Application Service Center)

    • ที่อยู่: 1550 อาคารธนภูมิ ชั้น 5 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-207-5888
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 โมง 

    วีซ่าฝรั่งเศส

    มาถึงวีซ่ายอดนิยมถัดไปอย่างวีซ่าฝรั่งเศส หลักฐานเดินทางสำคัญที่สามารถเข้าไปเยือนประเทศฝรั่งเศส เมืองแห่งน้ำหอมที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ซึ่งก่อนที่จะขอวีซ่าฝรั่งเศสได้นั้น จะต้องเข้าใจก่อนว่าฝรั่งเศสนั้นจัดอยู่ในกลุ่มประเทศเชงเก้น ซึ่งเป็นกลุ่มสมาชิกที่ประกอบด้วยประเทศในยุโรปกว่า 28 ประเทศ ซึ่งฝรั่งเศสเองก็เป็นหนึ่งในนั้นเช่นกัน จึงทำให้ในการเดินทางไปฝรั่งเศสจะต้องใช้วิธีการขอวีซ่าเชงเก้นเพื่อเดินทางไปฝรั่งเศสนั่นเอง โดย วีซ่าดังกล่าวจะมี 2 ประเภทหลักๆ คือวีซ่าเชงเก้นเพื่อการท่องเที่ยวและพำนักเป็นการชั่วคราว (Schengen Visa) และวีซ่าพำนักระยะยาว (National Visa) โดยขั้นตอนการขอวีซ่าฝรั่งเศสก็ไม่ยาก เพียงทำขั้นตอนดังนี้

    • กรอกแบบฟอร์มยื่นวีซ่าฝรั่งเศสบนเว็บไซต์ France-Visa พร้อมสร้างบัญชีส่วนตัวให้เรียบร้อย
    • ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าแล้วจึงทำการนัดหมายวันยื่นคำร้องขอวีซ่าฝรั่งเศสกับศูนย์รับยื่นวีซ่าฯ
    • เตรียมเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้องให้พร้อม
    • นำเอกสารไปส่งกับทางศูนย์ยื่นวีซ่าฯ ในวันนัดหมาย
    • รอผลพิจารณาวีซ่าฝรั่งเศสประมาณ 15-30 วันทำการ ก่อนเข้ารับหนังสือเดินทางในภายหลัง

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า

    ผู้ขอวีซ่าฝรั่งเศสสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ยื่นวีซ่าทีแอลเอสคอนแทค TLS Contact

    • ที่อยู่: สาทรซิตี้ทาวเวอร์ ชั้นที่ 12 ถนนสาทรใต้ 175 แขวง ทุ่งมหาเมฆ เขต สาทร กรุงเทพฯ 10120
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-838-6699
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-16.30 โมง

    วีซ่าเยอรมัน

    มาถึงหนึ่งในประเทศยักษ์ใหญ่และยังเป็นมหาอำนาจของโลกอย่างเยอรมัน ซึ่งก็ได้รับความนิยมในการเดินทางและท่องเที่ยวไม่แพ้ประเทศอื่นๆ เลย จนทำให้วีซ่าเยอรมันเป็นวีซ่าที่นักเดินทางขอเป็นจำนวนมาก โดยวีซ่าเยอรมันสามารถแบ่งประเภทได้เป็น 3 ประเภทหลักๆ คือ 1.วีซ่าเยอรมันประเภท Single Entry (อนุญาตให้ผู้เดินทางใช้วีซ่าได้ครั้งเดียว) 2.วีซ่าเยอรมันประเภท Double Entry  (อนุญาตให้ผู้เดินทางใช้วีซ่าได้สองครั้ง) และ 3.วีซ่าเยอรมันประเภท Multiple Entry (อนุญาตให้ผู้เดินทางใช้วีซ่าได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง) ทั้งนี้ วีซ่าเยอรมันจะมีขั้นตอนการขอดังต่อไปนี้

    • เลือกประเภทวีซ่าเยอรมันที่ต้องการเดินทางก่อนนัดหมายจองคิวยื่นเอกสารขอวีซ่าเยอรมัน
    • กรอกแบบฟอร์มออนไลน์ในเว็บไซต์สถานทูตเยอรมันฯ
    • เตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อมสำหรับยื่นคำร้องขอวีซ่าเยอรมันที่ศูนย์รับยื่นฯ
    • ชำระค่าธรรมเนียมวีซ่าเยอรมัน จากนั้นรอผลพิจารณาวีซ่าประมาณ 15-30 วันทำการ ก่อนจะเดินทางมารับเล่มหนังสือเดินทางในภายหลัง

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า

    ผู้ขอวีซ่าเยอรมันสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์วีเอฟเอสโกลบอล (VFS Global)

    • ที่อยู่: อาคารจามจุรีสแควร์ ชั้น 4 ถนนพญาไท เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
    • เบอร์โทรศัพท์:  02-118-7017
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-12.00 โมง / 13.00-17.15 โมง

    วีซ่าแคนาดา

    หลายคนคงจะทราบกันดีว่าในปี 2023 นี้ วีซ่าแคนาดาซึ่งเป็นอีกหนึ่งวีซ่าที่ได้รับความนิยมสูงได้มีการอัปเดตเงื่อนไขการขอวีซ่าใหม่ นั่นก็คือการไปแคนาดาไม่จำเป็นต้องขอวีซ่าแล้ว หากเป็นผู้ที่อยู่ในเงื่อนไขเหล่านี้

    • ผู้ที่ถือวีซ่าอเมริกาทั้งแบบชั่วคราวหรือถาวร
    • ผู้ที่เคยขอวีซ่าแคนาดามาภายใน 10 ปีที่ผ่านมา โดยวีซ่ายังไม่หมดอายุ
    • ผู้ที่มีจุดประสงค์เดินทางท่องเที่ยวหรือทำธุรกิจภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือน
    • ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศแคนาดาด้วยวิธีการโดยสารผ่านเครื่องบินเท่านั้น

    ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่ยังจำเป็นต้องขอวีซ่าแคนาดาอยู่ จำเป็นจะต้องทำตามขั้นตอนดังนี้

    • เลือกประเภทวีซ่าแคนาดาที่ต้องการเดินทางพร้อมนัดหมายล่วงหน้า
    • ทำการชำระค่าธรรมวีซ่าแคนาดาตามประเภทที่สมัคร
    • เตรียมแบบฟอร์มขอวีซ่าแคนาดาและเอกสารต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง
    • ส่งเอกสารให้เจ้าหน้าที่สถานทูตฯ ในวันนัดหมาย และรอผลวีซ่าแคนาดาประมาณ 30-45 วันทำการ

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า

    ผู้ขอวีซ่าแคนาดาสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับยื่นคำขอวีซ่าแคนาดาของวีเอฟเอสโกลบอล (VFS Global)

    • ที่อยู่: ชั้น 28 อาคารเดอะเทรนดี้ ออฟฟิศ ซอยสุขุมวิท 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-460-7053
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-16.30 โมง

    วีซ่าสเปน

    สำหรับผู้ที่ต้องการจะเดินทางไปเยือนสเปน จะต้องใช้วีซ่าสเปนซึ่งเป็นหลักฐานสำคัญในการเข้าไปพำนักอาศัยภายในประเทศนั่นเอง โดยวีซ่าสเปนสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ ได้แก่ วีซ่าพำนักระยะสั้นหรือที่เรียกว่าวีซ่าเชงเก้น และวีซ่าพำนักระยะยาว โดยขั้นตอนการขอวีซ่าสเปนนั้นไม่ยากอย่าที่คิดตามรายละเอียดดังต่อไปนี้

    เลือกประเภทวีซ่าที่ใช้สำหรับการเดินทางพร้อมจองคิวนัดยื่นวีซ่าสเปนล่วงหน้าผ่านช่องทางออนไลน์

    เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการยื่นวีซ่าสเปนให้พร้อม ก่อนนำส่งที่ศูนย์ยื่นวีซ่าในวันนัดหมาย

    • รอผลการพิจารณาประมาณ 15-30 วันทำการ ก่อนเดินทางมารับหนังสือเดินทางในภายหลัง

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า 

    ผู้ขอวีซ่าสเปนสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับยื่นวีซ่าสเปน BLS (Spain Visa Application Center)

    • ที่อยู่: อาคารอินเตอร์เชนจ์ชั้น B2 ยูนิต A / 1 ถนนสุขุมวิท แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-258-3524
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-12.00 โมง / 13.00-16.00 โมง

    วีซ่าเดนมาร์ก

    สำหรับสายเที่ยวที่ชื่นชอบการเดินทางท่องเที่ยวประเทศต่างๆ เชื่อว่าคงจะมีคนไม่น้อยที่อยากจะมีวีซ่าเดนมาร์กไว้ในครอบครองอย่างแน่นอน ด้วยความสวยงามของสถานที่เที่ยว รวมไปถึงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และไฮไลท์ต่างๆ ที่น่าสนใจ อีกทั้งการขอวีซ่าเดนมาร์กก็ไม่ได้มีความซับซ้อนเพียงทำตามขั้นตอนเหล่านี้

    • เลือกประเภทวีซ่าที่ต้องการใช้เดินทาง เช่น วีซ่าประเภท Single Entry / Double Entry / Multiple Entry
    • กรอกแบบฟอร์มวีซ่าผ่านเว็บไซต์สถานทูตเดนมาร์กฯ ก่อนทำการจองคิวนัดหมายล่วงหน้า
    • เตรียมเอกสารที่ต้องใช้ในการยื่นคำร้องขอวีซ่าเดนมาร์กให้พร้อม ก่อนนำส่งกับสถานทูตฯ ในวันนัดหมาย
    • รอผลการพิจารณาคำร้องวีซ่าเดนมาร์กประมาณ 15-30 วันทำการก่อนเดินทางไปรับหนังสือเดินทางในภายหลัง

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า 

    ผู้ขอวีซ่าเดนมาร์กสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ยื่นคำร้องขอวีซ่าสำหรับประเทศสเปนในประเทศไทย (BLS International)

    • ที่อยู่: 399 อาคารอินเตอร์เชนจ์ชั้น B2 ยูนิต A / 1 ถนนสุขุมวิท คลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-258-3524
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-12.00 โมง / 13.00-16.00 โมง

    วีซ่าไอซ์แลนด์

    ไอซ์แลนด์เป็นหนึ่งในจุดหมายปลายทางที่เหล่านักเดินทางทั่วทุกมุมโลกอยากจะมาสัมผัสสักครั้งในชีวิต เนื่องจากความสวยงามของสถานที่เที่ยวไอซ์แลนด์ที่ถูกยกให้เป็นสรวงสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั่วโลกนั่นเอง ทั้งนี้ สำหรับผู้ที่สนใจทำวีซ่าไอซ์แลนด์ จะต้องทำการขอวีซ่าเชงเก้นกับทางศูนย์ยื่นวีซ่าเดนมาร์กตามลำดับขั้นตอนเหล่านี้

    • เลือกประเภทวีซ่าไอซ์แลนด์สำหรับการเดินทาง จากนั้นจึงกรอกข้อมูลส่วนตัวในเว็บไซต์ออนไลน์ของสถานทูตไอซ์แลนด์ฯ
    • เตรียมนำส่งเอกสารที่จำเป็นต้องใช้ในการยื่นคำร้องขอวีซ่าไอซ์แลนด์ทั้งหมดในวันนัดหมาย
    • รอผลการพิจารณาวีซ่าไอซ์แลนด์ประมาณ 15-30 วันทำการ ก่อนมารับเล่มหนังสือเดินทางในภายหลัง

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า 

    ผู้ขอวีซ่าไอซ์แลนด์สามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าของวีเฟสเอสโกลบอล (VFS Global)

    • ที่อยู่: อาคารเทรนดี้ เลขที่ 10/104-106 ชั้น 8 อาคารเดอะเทรนดี้ สุขุมวิท ซอย 13 คลองเตยเหนือ วัฒนา กรุงเทพฯ 10110
    • เบอร์โทรศัพท์:  
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-12.00 โมง / 13.00-14.30 โมง

    วีซ่าอังกฤษ

    แนะนำวีซ่ายอดนิยมอย่างวีซ่าอังกฤษที่หลายคนมักตั้งข้อสงสัยว่าวีซ่าอังกฤษผ่านยากไหม หรือวีซ่าอังกฤษต้องมีเงินในบัญชีเท่าไร และคำถามอื่นๆ อีกมากมายเกี่ยวกับวีซ่าอังกฤษ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วการขอวีซ่าอังกฤษไม่ได้ยากอย่างที่คิดเพียงทำตามขั้นตอนการขอวีซ่าอังกฤษดังนี้

    • เลือกประเภทวีซ่าอังกฤษที่ต้องการเดินทาง เช่น วีซ่าท่องเที่ยว วีซ่าติดต่อธุรกิจ และวีซ่าประเภทอื่นๆ เป็นต้น
    • ทำการนัดหมายวีซ่าอังกฤษล่วงหน้าผ่านเว็บไซต์ออนไลน์
    • เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการยื่นวีซ่าอังกฤษให้พร้อม ก่อนนำส่งในวันนัดหมาย
    • รอผลการพิจารณาวีซ่าอังกฤษประมาณ 15-30 วันทำการ จากนั้นจึงมารับหนังสือเดินทางในวันถัดไป

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า

    ผู้ขอวีซ่าอังกฤษสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์รับคำร้องขอวีซ่าของวีเอฟเอสโกลบอล (VFS Global)

    • ที่อยู่: ชั้น 28 อาคารเดอะเทรนดี้ ออฟฟิศ ซอยสุขุมวิท 13 แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-168-7394
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.30-17.00 โมง

    วีซ่าสวิตเซอร์แลนด์

    มาถึงวีซ่าสุดท้ายที่ได้รับความนิยมจากเหล่านักเดินทางและสายเที่ยวโดยเฉพาะบ้านเราอย่างประเทศสวิตเซอร์แลนด์ (Switzerland) ดินแดนที่เปี่ยมไปด้วยทัศนียภาพอันสวยงามของธรมชาติพร้อมแลนด์มาร์กที่น่าสนใจหลายแห่ง ซึ่งการจะขอวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์ได้นั้น จำเป็นจะต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้ เพื่อเพิ่มโอกสผ่านวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์มากขึ้น

    • เลือกประเภทวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์ที่ต้องการเดินทาง เช่น วีซ่าพำนักระยะสั้นหรือวีซ่าเชงเก้น หรือวีซ่าพำนักระยะยาว
    • ทำการนัดหมายล่วงหน้ากับทางศูนย์ยื่นวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์
    • เตรียมเอกสารที่เกี่ยวข้องกับการยื่นคำร้องขอวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์ให้พร้อมก่อนนำส่งกับศูนย์ยื่นวีซ่าฯ
    • รอผลวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์ประมาณ 15-30 วันทำการ ก่อนเข้ามารับเล่มหนังสือเดินทางในวันถัดไป

    สถานที่ติดต่อขอวีซ่า

    ผู้ขอวีซ่าสามารถติดต่อได้ที่ศูนย์ยื่นคำร้องขอวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์ของวีเอฟเอสโกลบอล (VFS Global)

    • ที่อยู่: 404 ชั้น 4 อาคารจามจุรีสแควร์ ถนนพญาไท แขวงวังใหม่ เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ 10330
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-460-7062  
    • เวลาทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 08.00-12.00 โมง / 13.00-16.30 โมง

    ทั้งหมดนี้ก็คือ 10 วีซ่ายอดนิยมที่ได้รับความนิยมในหมู่เดินทางมากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นวีซ่าอเมริกา วีซ่าจีน วีซ่าอังกฤษ หรือวีซ่าสวิตเซอร์แลนด์ และวีซ่าประเภทต่างๆ ซึ่งสำหรับใครที่ต้องการผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในการยื่นวีซ่าก็สามารถติดต่อ Doctor Visa ได้เลย

  • Visa Non-B คืออะไร ยื่นยากไหม ชาวต่างชาติทำงานในไทยต้องใช้วีซ่าอะไร?

    Visa Non-B คืออะไร ยื่นยากไหม ชาวต่างชาติทำงานในไทยต้องใช้วีซ่าอะไร?

    ประเทศไทยดินแดนแห่งรอยยิ้ม กลายเป็นหนึ่งในตัวเลือกอันดับต้นๆ ที่ชาวต่างชาตินิยมเดินทางมาพำนักระยะยาว ด้วยจุดประสงค์เพื่อติดต่อทางธุรกิจ และทำงานมากที่สุด

    สำหรับชาวต่างชาติเอง หากต้องการมาทำงานในไทย การขอ “วีซ่า Non b” และ “ใบอนุญาตทำงาน (Work Permit)” นั้น เป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เพราะ วีซ่า Non b และ Work Permit เปรียบเสมือนใบอนุญาต ให้ชาวต่างชาติสามารถทำงานในไทยได้อย่างถูกกฎหมายเป็นระยะอย่างมาก 1 ปี

    Visa Non-B คืออะไร?

    วีซ่า Non B มีชื่อเต็มๆ ที่ย่อมาจาก วีซ่า Non-Immigrant ประเภท “B” ซึ่งวีซ่าประเภท Non-Immigrant ของไทย เป็นวีซ่าสำหรับชาวต่างชาติ ผู้ที่ไม่ถือสัญชาติไทยที่ต้องการพำนักในประเทศไทยเป็นเวลาชั่วคราว ด้วยวัตถุประสงค์ในการทำงาน ติดต่อทางธุรกิจ หรือ การประชุม ดังนั้น “วีซ่า Non b” จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อว่า “วีซ่าธุรกิจ” ซึ่งเป็นหนึ่งในประเภทของวีซ่าคนอยู่ชั่วคราว หรือ Non-Immigrant วีซ่า

    Visa Non-B

    ประเภทของวีซ่าคนอยู่ชั่วคราว (Non Immigrant Visa) ของไทย มีอะไรบ้าง?

    สำหรับชาวต่างชาติผู้ที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทย หากมีความประสงค์ต้องการพำนักในไทย หรือ ยืดระยะเวลาการพำนักในไทย ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อการทำงาน หรือ ติดต่อทางธุรกิจ จะต้องทำเรื่องขอวีซ่าประเภท Non-Immigrant ซึ่งสามารถแบ่งประเภทตามวัตถุประสงค์ของผู้ยื่นได้ดังนี้  

    • ประเภท B (วีซ่า Non B) หรือ วีซ่าธุรกิจ : สำหรับผู้ต้องการทำงาน หรือ ติดต่อธุรกิจในไทย
    • ประเภท B-A (วีซ่า Non B – A): สำหรับผู้ต้องการลงทุนกับบริษัทในไทย
    • ประเภท D : สำหรับผู้ทำงานในสถานทูตของประเทศอื่นๆ ที่ไม่ใช่ของประเทศไทย
    • ประเภท ED : สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาต่อในไทย
    • ประเภท EX : สำหรับผู้ที่ทำงานในไทยซึ่งใช้ทักษะและความเชี่ยวชาญในการประกอบการ
    • ประเภท F : สำหรับผู้ทำงานเกี่ยวข้องกับราชการไทย 
    • ประเภท IB : สำหรับผู้เดินทางเข้ามาในไทยเพื่อลงทุน
    • ประเภท M : สำหรับตัวแทนสื่อมวลชล
    • ประเภท O-A: สำหรับผู้ต้องการปลดเกษียณในไทย

    เนื่องจากชาวต่างชาติที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยส่วนใหญ่นิยมทำ/ต่อวีซ่า Non b เป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในบทความนี้เราจะทำความเข้าใจข้อมูล ประเภท วีธีการยื่น และ เอกสารสำคัญตี่างๆ สำหรับยื่นวีซ่า Non b เป็นหลัก 

    ผู้ขอ Visa Non-B มีอยู่ 3 กรณี

    1. กรณีที่ยังไม่เดินทางเข้ามาในประเทศไทย หรือวีซ่าหมดอายุ ให้ดำเนินการขอ Visa NON-B ที่สถานทูตไทยในประเทศนั้นๆ โดยตรวจสอบการเตรียมเอกสารได้ที่สถานกงสุลประเทศนั้นๆ (ขึ้นอยู่กับประเทศที่ขอ)
    2. กรณีที่มีการเดินทางเข้ามาในประเทศไทยแล้ว โดยถือวีซ่านักท่องเที่ยว (Tourist Visa) วีซ่าผ่านทาง (Transit Visa) หรือวีซ่าอื่นๆ ให้ดำเนินการเปลี่ยนประเภทวีซ่าเป็น Visa NON-B ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งวัฒนะ
    3. กรณีที่มี Visa Non-B อยู่แล้ว แต่อายุวีซ่าใกล้หมด ให้ดำเนินการต่อวีซ่าเพิ่ม ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แจ้งวัฒนะ

    เอกสารประกอบการขอ Visa Non-B

    1. แบบฟอร์ม ตม.86 (กรณีเปลี่ยนประเภท Visa เป็น Non-B) หรือ ตม.87 (กรณีต่อ Visa Non-B) หรือแบบฟอร์มของสถานกงสุล ในประเทศนั้นๆ
    2. รูปถ่าย ขนาด 4 x 6 ซม. จำนวน 1 รูป (ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน)
    3. หนังสือเดินทาง อายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
    4. หนังสือรับรองจากกระทรวงแรงงาน แจ้งผลอนุญาตให้ทำงาน
    5. ใบอนุญาตการทำงาน และ Visa Non-B ล่าสุด (กรณีต่อ Visa Non-B)
    6. ภ.ง.ด.91 ของคนต่างชาติ
    7. เอกสารสำคัญของบริษัทที่จ้างงาน

    คุณสมบัติเบื้องต้น

    • ชาวต่างชาติ ต้องมีใบอนุญาตทำงาน
    • ชาวต่างชาติ ต้องได้รับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว และมีเงินเดือนตามที่กฎหมายกำหนด
    • บริษัท ต้องมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว ไม่ต่ำกว่า 2 ล้านบาท
    • บริษัท ต้องมีความมั่นคงทางธุรกิจ และต้องมีการประกอบการจริงและต่อเนื่อง
    • บริษัท ต้องมีอัตราส่วน จำนวนคนต่างด้าว กับพนักงานคนไทย 1 ต่อ 4 คน

    ค่าธรรมเนียมในการทำ Visa Non-B มี 2 แบบ

    1. Single Entry (เข้าได้ครั้งเดียว) ราคา 2,000 บาท
    2. Multiple Entry (เข้าได้หลายครั้ง) ราคา 5,000 บาท

    ระยะเวลาที่รอ Visa Non-B ประมาณ 1 เดือน ส่วนอายุวีซ่าที่จะได้ขึ้นอยู่กับทางสถานกงสุล หรือ สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพิจารณา มีทั้ง 3 เดือน 6 เดือน 1 ปี แต่สำหรับมือใหม่ ได้อยู่ประมาณ 3-6 เดือน

    ทั้งนี้ Visa Non-B เป็นเพียงแค่ใบเบิกทางอันดับแรกที่จะให้ชาวต่างชาติจากหลายๆ ประเทศ สามารถเดินทางเข้ามาที่ประเทศไทยเพื่อทำงานได้อย่างถูกต้อง แต่สิ่งสำคัญที่ขาดไม่ได้คือใบอนุญาตทำงานในประเทศไทย หรือ Work Permit ที่จะต้องใช้ควบคู่กันระหว่างทำงานอยู่ในประเทศไทย

    สำหรับชาวต่างชาติท่านไหน หรือ องค์ที่กำลังมีแผนดำเนินเรื่องขอวีซ่า Non b ให้แก่บุคลากรของท่าน แต่กังวล และ สับสนกับขั้นตอน และ รายการเอกสาร ทาง Doctor Visa เรามีบริการขอ/ ต่อ วีซ่า Non b ที่พร้อมให้คำปรึกษา และ ดำเนินเรื่องให้คุณตั้งแต่ต้นจนจบ

    สามารถอ่านบทความเพิ่มเกี่ยวกับ visa

  • เปิดโพย!ขอวีซ่าจีน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มีวิธีทำอย่างไร? อัพเดต 2023 วีซ่าประเทศจีน

    เปิดโพย!ขอวีซ่าจีน ต้องเตรียมเอกสารอะไรบ้าง มีวิธีทำอย่างไร? อัพเดต 2023 วีซ่าประเทศจีน

    ประเทศจีน หรือสาธารณรัฐประชาชนจีน (China) เป็นอีกหนึ่งจุดหมายปลายทางในฝันของใครหลายคน โดยเฉพาะในกลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วโลกที่อยากจะมาเยือนเพื่อสัมผัสกับประเทศมหาอำนาจยักษ์แห่งเอเชียที่มีประวัติศาสตร์และอารยธรรมยาวนานกว่า 5,000 ปี ซึ่งก่อนจะเดินทางเข้าไปในประเทศจีนได้นั้น หลายคนอาจสงสัยว่า ต้องมีวีซ่าจีนหรือไม่? และมีวิธีการหรือขั้นตอนการขอวีซ่าจีนอย่างไรบ้าง

    วีซ่าจีนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง?

    ในการขอวีซ่าจีนนั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่งก็คือการระบุวัตถุประสงค์ในการเดินทางให้ชัดเจน เพราะปัจจัยดังกล่าวมีผลต่อการขอวีซ่านั่นเอง ประกอบกับประเทศจีนนั้นมีประเภทวีซ่าที่ค่อนข้างหลากหลาย จึงอาจเกิดความสับสนว่าจริงๆ แล้ววีซ่าจีนมีกี่ประเภท อะไรบ้าง และวีซ่าแต่ละประเภทตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางของเราหรือไม่ ซึ่งประเภทของวีซ่าจีนนั้น จะแบ่งออกได้ดังนี้

    • วีซ่าท่องเที่ยว (ประเภท L) สำหรับผู้ที่ต้องการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
    • วีซ่าธุรกิจการค้า (ประเภท M) สำหรับผู้ที่มีจุดประสงค์ในการติดต่อการค้า หรือทำธุรกิจ
    • วีซ่าเยี่ยมชม (ประเภท F) สำหรับผู้ที่เดินทางมาเพื่อเยี่ยมชมงาน หรือเข้าร่วมกิจกรรม
    • วีซ่าเยี่ยมสมาชิกในครอบครัว (ประเภท Q1 / Q2) สำหรับผู้ที่มีจุดประสงค์เพื่อเยี่ยมสมาชิกในครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ถือสัญชาติจีนหรือได้รับสิทธิ์พำนักอาศัยอยู่ในประเทศจีน ทั้งช่วงระยะสั้นและระยะยาว
    • วีซ่าเยี่ยมชาวต่างชาติที่อยู่ในประเทศจีน (ประเภท S1 / S2) สำหรับผู้ที่มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อเยี่ยมชาวต่างชาติที่กำลังเรียนหรือทำงานอยู่ในประเภท ทั้งช่วงระยะสั้นและระยะยาว
    • วีซ่าทำงาน / ธุรกิจ (ประเภท Z) สำหรับผู้ที่เข้ามาทำงานในประเทศจีน
    • วีซ่านักเรียน (ประเภท X1 / X2) สำหรับผู้ที่ศึกษาเล่าเรียนในสถานศึกษาประเทศจีน ในระยะสั้นและระยะยาว
    • วีซ่าเดินทางผ่านประเทศ (ประเภท G) สำหรับผู้ที่แวะผ่านประเทศจีนเพื่อเดินทางต่อไปยังประเทศอื่นๆ
    • วีซ่าขนส่ง (ประเภท C) สำหรับผู้ที่เป็นลูกเรือ หรือพนักงานรถไฟ เครื่องบิน ขนส่งสินค้า หรือปฏิบัติหน้าที่ระหว่างประเทศที่ต้องเดินทางเข้าประเทศจีน
    • วีซ่าความสามารถพิเศษ (ประเภท R) สำหรับบุคคลที่ได้รับการรับรองว่ามีความรู้ความสามารถ หรือมีความเชี่ยวชาญพิเศษซึ่งต้องการเดินทางเข้าประเทศจีน
    • วีซ่านักข่าว (ประเภท J1 / J2) สำหรับผู้ที่ทำงานด้านสื่อในประเทศจีน ในระยะสั้นและระยะยาว 
    • วีซ่าตั้งถิ่นฐาน (ประเภท D) สำหรับผู้ที่ต้องการพำนักในประเทศจีนเป็นการถาวร จะต้องมีวีซ่าจีนประเภทนี้ด้วย

    ขั้นตอนการขอวีซ่าจีน

    เลือกประเภทวีซ่าจีนที่ใช้ขอเดินทางเข้าประเทศ

    ผู้สมัครขอวีซ่าจีนจะต้องเลือกประเภทวีซ่าจีนให้เรียบร้อยก่อน ซึ่งขั้นตอนนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะทางสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนจะเป็นผู้พิจารณาโดยดูจากวัตถุประสงค์ในการเดินทางของผู้สมัครเป็นหลัก ก่อนที่จะไปสู่ขั้นตอนต่อไปนั่นก็คือการเตรียมเอกสารเกี่ยวกับวีซ่า พร้อมนัดหมายกับทางหน่วยงานล่วงหน้าเพื่อยื่นขอวีซ่าจีน

    เตรียมเอกสารให้เรียบร้อยพร้อมนัดหมายล่วงหน้า

    เนื่องจากในการยื่นขอวีซ่าจีนนั้น ผู้สมัครไม่สามารถเดินทางไปยังสถานทูตจีนฯ หรือศูนย์รับยื่นวีซ่าจีนเพื่อเข้าใช้บริการโดยไม่ได้นัดหมายล่วงหน้าได้ (Walk-in) เพราะฉะนั้น ทางผู้สมัครที่ต้องการยื่นวีซ่าจีนจะต้องทำการนัดหมายล่วงหน้าผ่านระบบก่อน ซึ่งในระหว่างขั้นตอนดังกล่าวนั้นเองที่จะต้องเตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อมก่อนถึงวันและเวลานัดหมายล่วงหน้าซึ่งสามารถตรวจสอบได้จากลิสต์รายการเอกสารเหล่านี้

    • แบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าจีน พร้อมกรอกรายละเอียดๆ ต่างอย่างละเอียดครบถ้วน โดยสามารถดาวน์โหลดแบบฟอร์มขอวีซ่าจีนออนไลน์จากเว็บไซต์ได้เลยแบบฟอร์มคำร้องขอวีซ่าจีน
    • Passport เล่มจริง ที่มีอายุเหลืออย่างน้อย 6 เดือน และมีหน้าว่าง 2 หน้าขึ้นไป พร้อมสำเนาหนังสือเดินทาง 1 ชุด และ หนังสือเดินทาง (Passport) เล่มเก่า (หากมี)
    • รูปถ่ายหน้าตรงพื้นหลังสีขาวขนาด 2  นิ้ว ที่ถ่ายไม่เกิน 6 เดือน จำนวน 2 รูป
    • หลักการการจองตั๋วเที่ยวบินขาไป-กลับ ที่ระบุสายการบินและเวลาเข้า-ออกประเทศ
    • หลักฐานการจองที่พัก ระบุสถานที่พักอาศัยพร้อมช่องทางการติดต่อ
    • กรณีที่ขอวีซ่าเยี่ยมชม ให้ผู้สมัครยื่นวีซ่าจีนแนบหนังสือเชิญหรือตั๋วเข้าร่วมงานที่จัดขึ้นในประเทศจีนมาด้วย
    • กรณีที่ขอวีซ่านักเรียนประเทศจีน ให้แนบจดหมายรับรองสถานะการเป็นนักเรียนหรือนักศึกษา และจดหมายขอวีซ่าซึ่งออกจากสถาบันการศึกษามาด้วย
    • กรณีที่ขอวีซ่าทำงาน ให้ยื่นใบอนุญาตจ้างงานชาวต่างชาติ ซึ่งนายจ้างจะเป็นผู้ติดต่อกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อออกใบรับรองให้
    • กรณีที่ขอวีซ่าจีนเพื่อติดต่อธุรกิจหรือทำการค้า ทางผู้สมัครขอวีซ่าจีนจะต้องมีเอกสารเชิญจากองค์กร บริษัท หรือสถานประกอบธุรกิจ ที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงพาณิชย์จีน
    • เอกสารเพิ่มเติมอื่นๆ (ขึ้นอยู่กับทางเจ้าหน้าที่ว่าจะร้องขอเอกสารอื่นๆ เพิ่มเติมหรือไม่)

    รอผลการพิจารณาการยื่นคำร้องขอวีซ่าจีน

    เมื่อถึงวันและเวลาที่นัดหมายเพื่อทำวีซ่าจีน ให้ทางผู้สมัครเดินทางไปยังศูนย์รับยื่นวีซ่าจีนเพื่อทำการส่งแบบฟอร์มวีซ่าจีน และเอกสารอื่นๆ ที่จำเป็นต้องใช้เพื่อขอวีซ่าจีน ซึ่งทางศูนย์ฯ จะออกใบนัดหมายเพื่อเข้ามารับหนังสือเดินทางที่ผ่านการพิจารณาคำขออนุมัติร้องขอวีซ่า โดยทางศูนย์จะใช้เวลาในการพิจารณาประมาณ 15-30 วันทำการ

    ขอวีซ่าจีนยากหรือไม่

    การขอวีซ่าจีนยากหรือไม่ เป็นหนึ่งในคำถามที่พบได้บ่อยเช่นกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หากทางผู้สมัครขอวีซ่าจีนมีการเตรียมเอกสารมาอย่างดี เช่น แบบฟอร์มวีซ่าจีน และเอกสารอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ประกอบกับแจ้งจุดประสงค์ในการเดินทางอย่างชัดเจน ก็จะยิ่งเพิ่มโอกาสผ่านวีซ่ามากขึ้นนั่นเอง

    ทำวีซ่าจีนที่ไหนดี

    ทางผู้สมัครสามารถติดต่อขอทำวีซ่าจีนได้ที่ศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าจีนตามช่องทางการติดต่อนี้

    • ที่อยู่: 1550 อาคารธนภูมิ ชั้น5 ถนนเพชรบุรีตัดใหม่ แขวงมักกะสัน เขตราชเทวี กรุงเทพฯ 10400
    • เบอร์โทรศัพท์: 02-207-5888
    • เวลาเปิดทำการ: จันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-15.00 โมง 

    วีซ่าจีนเป็นเอกสารสำคัญสำหรับผู้เดินทางเข้าไปยังประเทศจีนทุกคนต้องมี ดังนั้น ในการขอวีซ่าจีน ทางผู้สมัครจะต้องระบุประเภทวีซ่าให้ตรงกับวัตถุประสงค์ในการเดินทางอย่างชัดเจน จากนั้นจัดเตรียมเอกสารต่างๆ ให้พร้อม เช่น แบบฟอร์มวีซ่าจีน หนังสือเดินทาง และเอกสารสำคัญอื่นๆ เพื่อยื่นให้กับทางศูนย์รับยื่นคำร้องขอวีซ่าจีนพิจารณาประมาณ 15-30 วันทำการ ก่อนแจ้งผล

    นอกจากนี้ สำหรับใครที่มีคำถามหรือข้อสงสัย ตลอดจนต้องการผู้ให้คำปรึกษาเรื่องวีซ่า หรือต้องการผู้ช่วยอำนวยความสะดวกในการยื่นวีซ่า สามารถติดต่อ Doctor Visa ผู้นำด้านการท่องเที่ยวที่มีบริการแบบครบวงจร ตั้งแต่การรับยื่นวีซ่า พร้อมวางแบบการเดินทาง และจัดกรุ๊ปทัวร์เพื่อสร้างประสบการณ์สุดพิเศษในการเดินทางของทุกท่าน

  • วีซ่าออแพร์ (Au Pair) คืออะไร?

    วีซ่าออแพร์ (Au Pair) คืออะไร?

    โครงการออแพร์ (Au Pair) คือ โครงการพี่เลี้ยงเด็กที่ได้รับการรับรองและอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา (Department of State) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สมัครออแพร์ได้เรียนรู้วัฒนธรรมและพักอาศัยกับครอบครัวชาวอเมริกันเป็นระยะเวลา 1 – 2 ปี โดยออแพร์จะทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลลูกของครอบครัวชาวอเมริกัน (โฮสต์แฟมิลี่) และได้รับค่าตอบแทนอย่างถูกกฏหมาย ออแพร์ทุกคนยังได้รับทุนการศึกษาจำนวน $500 เพื่อศึกษาต่อตามความสนใจด้วย

    ออแพร์จะถือ วีซ่าประเภท J-1 (Cultural Exchange Visitor Visa) ซึ่งเป็นวีซ่าประเภทแลกเปลี่ยนภาษาและวัฒนธรรมตลอดระยะเวลาการเข้าร่วมโครงการ ออแพร์จะได้เป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวอเมริกัน ได้รับประสบการณ์ใช้ชีวิตในต่างประเทศ และได้พัฒนาภาษาอังกฤษผ่านการทำงานเป็นพี่เลี้ยงเด็ก โดยหลังจากครบระยะเวลาของโครงการ ออแพร์จะมีโอกาสท่องเที่ยวต่อในสหรัฐอเมริกาเป็นเวลา 30 วันอย่างถูกกฎหมาย และโครงการนี้สามารถขยายระยะเวลาโครงการจาก 1 ปี เป็น 2 ปีได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    คุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการออแพร์

    1. เพศหญิง สัญชาติไทย อายุ 18 – 26 ปี (ไม่เกิน 27 ปีก่อนการเดินทาง)
    2. มีสถานภาพโสด และไม่เคยมีบุตรหรือหย่าร้าง
    3. กำลังศึกษา หรือจบการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป
    4. สามารถอาศัยอยู่ในอเมริกาได้ตลอดโครงการอย่างน้อย 12 เดือน
    5. สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้
    6. ไม่มีประวัติอาชญากรรม
    7. สุขภาพแข็งแรง และไม่เป็นโรคไวรัสตับอักเสบบี หรือโรคประจำตัว
    8. พร้อมปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมที่แตกต่าง
    9. รักในการทำงานกับเด็กและดูแลเด็กได้
    10. มีใบขับขี่รถยนต์ของไทย (ไม่จำเป็นต้องมี ณ วันที่สมัคร)
    11. สามารถว่ายน้ำได้ (ไม่จำเป็นต้องมี ณ วันที่สมัคร)
    12. มีประสบการณ์ดูแลเด็กระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน อย่างน้อย 2 ประสบการณ์ โดยมีทั้งกับเด็กอายุ 0-2 ขวบ และ 2 ขวบขึ้นไป (ไม่จำเป็นต้องมี ณ วันที่สมัคร)

    สิ่งที่จะได้รับเมื่อสมัครเข้าร่วมโครงการออแพร์

    1. วีซ่าประเภท J–1 (Cultural Exchange Visitor Visa) 
    2. ค่าตอบแทน $195.75/สัปดาห์ (ทำงาน 45 ชั่วโมง/สัปดาห์)
    3. ทุนการศึกษาจากครอบครัวอุปถัมภ์ $500/ปี
    4. อาหารและที่พัก พร้อมห้องส่วนตัว (พักกับ Host family)
    5. ตั๋วเครื่องบินชั้นประหยัดไปกลับ กรุงเทพ – สหรัฐอเมริกา – กรุงเทพ
    6. การปฐมนิเทศร่วมกับออแพร์จากทั่วโลกที่ New York City  5 วัน
    7. สิทธิประกันสุขภาพและอุบัติเหตุเบื้องต้นตลอดระยะเวลาโครงการ
    8. วันหยุดประจำสัปดาห์ 1.5 วันและวันหยุดพักร้อน 2 สัปดาห์โดยที่ได้รับค่าจ้าง
    9. เมื่อจบโครงการออแพร์ 1 ปีแล้วยังสามารถท่องเที่ยวต่อในประเทศสหรัฐอเมริกาได้อีก 1 เดือน
    10. โครงการออแพร์สามารถขยายระยะเวลาโครงการได้อีก 1 ปี  โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม

    หน้าที่ความรับผิดชอบของออแพร์

    1. ทำหน้าที่ดูแลเด็ก 45 ชั่วโมง/สัปดาห์ และไม่เกิน 10 ชั่วโมง/วัน
    2. ดูแลช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันของเด็ก และทำกิจกรรมสร้างสรรค์หรือสร้างความบันเทิงให้แก่เด็ก
    3. ดูแลความสะอาดบริเวณที่เกี่ยวข้องกับเด็กและความสะอาดเสื้อผ้า ของใช้ ของเล่นของเด็ก
    4. ดูแลช่วยเหลือกิจวัตรประจำวันของเด็ก และทำกิจกรรมสร้างสรรค์หรือสร้างความบันเทิงให้แก่เด็ก
    5. ดูแลความสะอาดบริเวณที่เกี่ยวข้องกับเด็กและความสะอาดเสื้อผ้า ของใช้ ของเล่นของเด็ก
    6. หน้าที่อื่นๆ เช่น ช่วยงานบ้านเบาๆมีส่วนร่วมในกิจกรรม เทศกาลต่างๆ

    ขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการออแพร์

    1. ทำการชำระค่าสมัครเข้าร่วมโครงการและกรอกใบสมัคร
    2. ทำการสัมภาษณ์วัดระดับภาษาอังกฤษและทดสอบทัศนคติที่เหมาะสมกับการเป็นออแพร์
    3. จัดเตรียมเอกสารสำหรับการเป็นออแพร์ให้ครบและเก็บชั่วโมงเลี้ยงเด็กตามกำหนดเวลา
    4. รอการติดต่อกลับจากทางครอบครัวอุปถัมภ์ และจะถูกสัมภาษณ์โดยทางครอบครัวอุปถัมภ์โดยตรง
    5. ครอบครัวอุปถัมภ์ตอบรับผู้สมัครออแพร์
    6. จัดเตรียมเอกสารสำหรับการสัมภาษณ์วีซ่า และเดินทางไปสัมภาษณ์วีซ่า ณ สถานเอกอัครราชทูต ประเทศสหรัฐอเมริกา
    7. เมื่อวีซ่าได้รับการอนุมัติ ผู้สมัครออแพร์กำหนดวันเดินทาง
    8. เดินทางไปปฐมนิเทศที่ New York City 5 วัน และเดินทางสู่บ้านครอบครัวอุปถัมภ์
  • ผลเสียของการอยู่เกินระยะเวลาวีซ่า Overstay

    ผลเสียของการอยู่เกินระยะเวลาวีซ่า Overstay

    กฎระเบียบของวีซ่ากำหนดขึ้นโดยประเทศต่างๆ เพื่อให้แน่ใจว่าการตรวจคนเข้าเมืองเป็นระเบียบเรียบร้อยและปกป้องความมั่นคงของชาติ แม้ว่าการอยู่เกินระยะเวลาของวีซ่า (Overstay) อาจเป็นเรื่องน่าดึงดูด แต่สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจข้อเสียมากมายที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายนี้

    หากคุณถูกจับได้

    คุณอาจถูกส่งกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของคุณและอาจถูกควบคุมตัวก่อนออกเดินทาง นี่อาจเป็นประสบการณ์ที่ยากและไม่เป็นที่พอใจ

    ติด Blacklist

    การอยู่เกินกำหนด(Overstay) อาจส่งผลให้ถูกเพิ่มในบัญชีดำ ซึ่งไม่เพียงส่งผลกระทบต่อคุณเท่านั้น แต่ยังรวมถึงสมาชิกในครอบครัวและญาติของคุณด้วย พวกเขาอาจประสบปัญหาในการขอวีซ่าไปยังประเทศนั้นในอนาคต

    ถูกแบนตลอดชีวิต

    การอยู่เกินกำหนด(Overstay) อาจทำให้ถูกแบนตลอดชีวิตจากประเทศนั้น ทำให้คุณไม่สามารถกลับมาได้อีกในอนาคต แม้แต่การเปลี่ยนชื่อเพื่อยื่นขอวีซ่าอีกครั้งก็อาจไม่สำเร็จ

    ไม่ว่าในกรณีใด เราไม่สนับสนุนอย่างยิ่งที่จะอยู่เกินกำหนด(Overstay) โดยเจตนา เนื่องจากผลที่ตามมาอาจรุนแรง อย่างไรก็ตาม หากคุณพบว่าตัวเองอยู่เกินกำหนดโดยไม่ได้ตั้งใจ สิ่งสำคัญคือต้องสื่อสารกับสถานทูตและอธิบายสถานการณ์ของคุณ พวกเขาอาจให้โอกาสคุณในการแก้ไขสถานการณ์

    วิธีที่ดีที่สุดคือ ระวังวันหมดอายุของวีซ่าอยู่เสมอ และอย่าลืมเดินทางออกนอกประเทศก่อนที่วีซ่าจะหมดอายุ การทำงานเชิงรุกและมีความรับผิดชอบจะช่วยให้คุณหลีกเลี่ยงความยุ่งยากหรือปัญหาทางกฎหมายได้

  • รู้เท่าทันกลโกงเอเจนวีซ่า ป้องกันตัวเองจากกลโกงของเอเจนซี่รับทำวีซ่า

    รู้เท่าทันกลโกงเอเจนวีซ่า ป้องกันตัวเองจากกลโกงของเอเจนซี่รับทำวีซ่า

    กระบวนการยื่นขอวีซ่าอาจซับซ้อนและใช้เวลานาน ทำให้หลายคนต้องขอความช่วยเหลือจากเอเจนซี่วีซ่า โดยไม่ได้คิดว่าจะโดนเอเจนหลอก ซึ่งมีลูกค้าที่มาให้เราแก้เคสให้ ได้เล่าเหตุผลที่ต้องแก้เคสไว้หลายท่านเลยทีเดียว ซึ่งมีทั้งให้เสียเงินฟรีๆ แถมวีซ่าไม่ผ่าน บางเคสอาจจะโดน Blacklist ไปเลยก็ได้

    บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ความรู้ และหลีกเลี่ยงกลโกงของเอเจนซี่วีซ่า เมื่อปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้ คุณจะสามารถปกป้องตัวเองและรับประกันว่ากระบวนการยื่นคำร้องขอวีซ่าจะราบรื่น

    1. การการันตีว่า วีซ่าผ่าน

    การการันตีของเอเจน เป็นคำที่เชื่อไม่ได้ เพราะ การการันตีที่ว่านั่นคือ การทำให้ท่านมั่นใจว่าจะทำวีซ่าผ่านแน่ๆ แต่ความเป็นจริงแล้วคือการหลอกให้ท่านใช้บริการและเสียค่าใช้จ่ายฟรีๆ แถมวีซ่าไม่ผ่านนั่นเอง เป็นไปไม่ได้ที่การทำวีซ่าจะผ่านทุกเคส 100% โดยที่เอเจนยังไม่ทราบข้อมูลของท่านเลย

    โดยในการทำวีซ่านั้นแต่ละเคสมีข้อมูลที่แตกต่างกันไป มีลำดับขั้นตอนในการทำ และเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมาก ทางเอเจนต้องทราบข้อมูลของลูกค้าทุกอย่างก่อนถึงจะทราบความเป็นไปได้ในการทำวีซ่าว่าจะผ่าน หรือไม่ผ่าน  ถ้าไม่ผ่านขึ้นมาท่านก็ไม่สามารถทำอะไรเอเจนได้

    2. เรียกเก็บเงินก้อนโตก่อน ยื่นวีซ่า

    เอเจนจะมีการเรียกเก็บเงินบางส่วนก่อนจะยื่นเรื่องวีซ่า ซึ่งบางรายต้องจ่ายไปก่อนด้วยเงิน 10,000+  และผลที่ได้รับคือ วีซ่าไม่ผ่าน แต่เมื่อวีซ่าไม่ผ่านแล้วยังไม่พอ เอเจนพวกนี้จะทำการยึดพาสปอร์ตลูกค้าไว้ เพื่อให้จ่ายเงินอีกส่วนหลังจากที่ยื่นวีซ่าเสร็จ (ถ้าวีซ่าผ่าน ก็ถือว่าโชคดีแต่ถ้าไม่ผ่าน ก็ยอมจ่ายเงินกันฟรีๆเลย แถมถ้าอยากทำวีซ่าใหม่ต้องแก้เคสกันยาวเลยค่ะ ต้องตกลงกับเอเจนก่อนทำ เป็นลายลักษณ์อักษรยิ่งดีเลยค่ะ เช่น การส่งอีเมล์แจ้งค่าใช้จ่ายและลำดับขั้นตอนในการทำวีซ่า เป็นต้น)

             2 ข้อหลักๆนี้สำคัญมากนะคะน้องควรพิจารณากันดีๆก่อนเลือกเอเจนซี่ เสียเงินไปแล้ว บางรายก็ไม่ได้เงินคืนเลย แถมวีซ่าก็ไม่ผ่าน ซวย 2 เด้งเลยค่ะ 

  • 34 ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า Passport ไทยเข้าได้เลย อัปเดต 2566

    34 ประเทศ ไม่ต้องขอวีซ่า Passport ไทยเข้าได้เลย อัปเดต 2566

    ถือว่าเป็นข่าวดีของ Passport ไทยเลยก็ว่าได้ เพราะสามารถถือ Passport เข้าต่างประเทศได้ถึง 34 ประเทศโดยไม่ต้องเสียเวลาขอวีซ่าให้ยุ่งยาก มาดูกันดีกว่าว่ามีประเทศใดบ้าง

    ประเทศที่เข้าได้ 360 วัน

    ประเทศจอร์เจีย

    เป็นประเทศที่เข้าได้ถึง 360 วัน โดย Passport ไทยไม่ต้องขอวีซ่า ประเทศจอร์เจียเป็นอีกหนึ่งประเทศที่สวยงาม รวมถึงมีประวัติศาสตร์ที่ยาวนาน เป็นที่ตั้งของชาวกรีกโบราณ และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจอีกมากมาย

    ประเทศที่เข้าได้ 180 วัน

    ปานามา (Panama)

    เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ทางใต้สุดของภูมิภาคอเมริกากลาง รอยต่อระหว่างประเทศนี้มีแดนแบ่งกันระหว่างทวีปอเมริกลางและทวีปอเมริกาใต้ สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น ปานามา ซิตี้ (Panama City) เมืองเดนวา (Casco Viejo) และท้องทะเลโบการ เดล โตโร(Bocas del Toro)

    ประเทศที่เข้าได้ 90 วัน

    อาร์เจนตินา (Argentina)

    ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ อาร์เจนตินามีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไป เช่น ยอดเขาแอนดีส (Andes Mountains) อุทยานแห่งชาติอิกัวซู (Iguazu National Park)เพื่อชมน้ำตกอิกัวซูที่ยิ่งใหญ่ และสวยงาม

    บราซิล (Brazil)

    บราซิล (Brazil) ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ มีเทศกาลที่ยิ่งใหญ่ และทั่วโลกรู้จักคือ ริโอ คาร์นิวัล (Rio Carnival) ที่นครริโอ เดอจาเนโร (Rio de Janeiro) และมีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่งที่น่าไป เช่น เอสตาดิโอ โด มาราคานา (Maracanã) สนามฟุตบอลขนาดยักษ์  ยอดเขากอร์โกวาโด (Corcovado) เพื่อไปชม “รูปปั้นพระเยซูคริสต์” ที่ถูกคัดเลือกให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่!! หรือจะล่องเรือรอบแม่น้ำแอมะซอน (Amazon) ก็มีนะ!!

    ชิลี (Chile)

    ตั้งอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ และมีเมืองหลวงคือกรุงซันติอาโก (Santiago) มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเช่น เกาะอีสเตอร์ (Easter Island) อุทยานแห่งชาติ Torres del Paine เพื่อไปเยือน “ปาตาโกเนีย” ที่เป็นสวรรค์ของนักเดินทาง

    เอกวาดอร์ (Ecuador)

    มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจได้แก่ เมือกีโต (Quito) หรือช่อทางการว่า ซานฟรันซิสโก เด กีโต (San Francisco de Quito) ที่ตั้งอยู่บนเทือกเขาแอนดีส ชม จัตุรัสอิสรภาพ (Independence Square) และที่ขาดไม่ได้เลยเมื่อมาถึงเอกวาดอร์คือ หมู่เกาะกาลาปากอส  ที่มีชี่อเสียงในเรื่องความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศน์ มีการค้นพบสัตว์สายพันธุ์แปลกใหม่ รวมทั้งพืชพันธุ์หายากต่างๆ ที่สามารถพบได้ที่นี่ที่เดียวในโลก!!

    เปรู (Peru)

    อยู่ในทวีปอเมริกาใต้ เปรูมีสิ่งที่น่าค้นหา และลึกลับอยู่มากมาย ซึ่งพระเอกของประเทศเปรูคือมาชูปิคชู (Machu Picchu) ที่เป็น อารยธรรมของอินคาที่ปรากฏตัวครั้งแรกในสมัยใหม่ในช่วงศตวรรษที่ 12 นอกจากนี้ยังมีลายเส้นโบราณ นาซกา (Nazca Lines) ที่มีอายุมากถึง 2000 ปี!!

    สาธารณรัฐเกาหลี (Republic of Korea)

    เป็นอีกหนึ่งประเทศที่คนไทยไปเที่ยวกันบ่อย สถานที่ท่องเที่ยนเช่น Seoul เป็นเมืองหลวงและเป็นศูนย์กลางทางการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ ปูซาน(Busan) เกาะเชจู (Jeju Island)

    ประเทศที่เข้าได้ 60 วัน

    คีร์กีซ (Kyrgyzstan)

    เป็นประเทศในแถบเอเชียกลาง ติดกับประเทศจีน คาซัคสถาน ทาจิกีสถาน และอุซเบกิสถาน ซึ่ง Passport ไทย เข้าได้ตั้งแต่ 1 ส.ค. 64 – 31 ธ.ค. 68) มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจหลายแห่ง องค์ประกอบทางธรรมชาติที่สำคัญได้แก่ ทะเลสาบหลวงอิสคอล (Issyk-Kul Lake) ที่เป็นทะเลสาบสูงที่สุดในโลก และอุทยานแห่งชาติแคตเออร์เบดเชค (Chon-Kemin National Park) ที่มีป่าในเขตทิวทัศน์ที่งดงาม หุบผา Skazka Canyon แคนยอนขนาดใหญ่ ที่ถือว่าเป็นไฮไลท์ของประเทศนี้อีกแห่ง

    ประเทศที่เข้าได้ 30 วัน

    มณฑลไห่หนาน จีน

    หรือที่คุ้นเคยกันในชื่อ “เกาะไหหลำ” มณฑลไห่หนานมีลักษณะทางธรรมชาติที่งดงาม และเป็นที่ตั้งของทะเลสาบแห่งหนึ่งที่สำคัญ ซึ่งรวมถึงทะเลสาบไห่หนาน (Taihu Lake) และทะเลสาบฮูดัง (West Lake) ที่มีทิวทัศน์ที่งดงามและเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจ หรือวัดหนานซาน (Nanshan Temple) วัดเก่าแก่ตั้งอยู่ติดทะเล

    ฮ่องกง (Hong Kong)

    สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าสนใจ เช่น Victoria Peak ซึ่งเป็นจุดชมวิวที่สูงที่สุดของเกาะ กระเช้า นองปิง 360 (Ngong Ping 360) เพื่อขึ้นไปไหว้พระใหญ่ที่ วัดพระใหญ่โป่หลิน (Polin Monastery) Hong Kong Disneyland สวนสนุกของ Disney Wong Tai Sin Temple ที่มีชื่อเสียงในการขอพรเรื่องความรัก ที่ขอจาก เทพเจ้าหยุคโหลว หรือ เทพเจ้าด้ายแดง

    อินโดนีเซีย (Indonesia)

    อยู่ทางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และอินโดนีเซียอยู่ไม่ไกลมากจากประเทศไทยมากนัก มีสถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไปเช่น เกาะบาหลี (Bali) วัดฮินดู บอร์นีโอ (Borobudur) วัดปราสาท (Prambanan) ที่เป็นเขตวัดศิลปะฮินดู และน้ำตกโตเบะ (Toba) ภูเขาไฟโบรโม (Mount Bromo) ที่สวยงาม

    ลาว

    สามารถนั่งรถจากประเทศไทยไปได้เลย เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน นอกจากนี้ยังมีที่ท่องเที่ยวสำคัญอื่นๆ เช่น เมืองลูวาเต (Luang Prabang) ที่มีวัดโบราณ และสถาปัตยกรรมที่ยอดเยี่ยม และเมืองเวียงจันทร์ (Vientiane) ที่เป็นเมืองหลวงของลาว วังเวียง (Wang Vieng) ตั้งอยู่บนเนินเขา และนักท่องเที่ยวสามารถชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามได้

    ฟิลิปปินส์ (Philippines)

    ฟิลิปปินส์เป็นหมู่เกาะที่ประกอบด้วยมากกว่า 7,000 เกาะมีสถานที่ท่องเที่ยวเช่น Kawasan fall เกาะโบราเคย์ (Boracay island) ออสลอบ เซบู (Oslob Cebu) เป็นอีกที่หนึ่งที่ขาดไม้ได้ สามารถดำน้ำชมน้องฉลามวาฬได้ด้วย

    มาเลเซีย (Malaysia)

    สถานที่ท่องเที่ยว เช่น Langkawi Island, Cameron Highlands ปีนเขาที่ยอดขาคินาบาลู และยังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย

    สิงคโปร์ (Singapore)

    สิงคโปร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก มีอาคารสูงตึกสวยงามเป็นสัญลักษณ์ เช่น Marina Bay Sands และRaffles Hotel นอกจากนี้ยังมีสวนสาธารณะที่งดงาม เช่น Gardens by the Bay และสวนสัตว์นานาชาติเมืองสิงคโปร์ (Singapore Zoo)

    เวียดนาม (Vietnam)

    มีสถานที่ท่องเที่ยว เช่นเมืองหลวงฮานอย (Hanoi) ที่มีวัฒนธรรมและอารยธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ รวมถึงวัด (Temple of Literature), Hoan Kiem Lake และ ซาปาที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

    มาเก๊า (Macau)

    สถานที่ท่องเที่ยวเช่น มาเก๊าทาวเวอร์ หรือไม่ว่าจะเดินเล่นใจกลางเมืองมาเก๊าที่ จัตุรัสเซนาโด (Senado Square) ก็น่าไปอีกเช่นกัน นอกจากนี้มาเก๊ายังมีสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย

    มัลดีฟส์ (Maldives)

    เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทะเลอินเดียนใต้ในภูมิภาคใต้ของทวีปเอเชีย มัลดีฟส์เป็นหมู่เกาะที่ประกอบด้วยเกาะมากกว่า 1,000 เกาะเล็กๆ โดยเกาะที่มีผู้อาศัย และสถานที่ท่องเที่ยวมากที่สุดคือ 200 เกาะ มัลดีฟส์ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวด้านทางทะเลที่น่าตื่นเต้น คุณสามารถดำน้ำตื้นสำรวจปะการังและแหล่งปลาสวยงาม หรือทำกิจกรรมดำน้ำกับปลาโลมา (Dolphin Watching) และ Snorkeling เพื่อสัมผัสกับโลกใต้น้ำที่สวยงาม

    มองโกเลีย (Mongolia)

    มองโกเลียมีเป็นอีกหนึ่งภูมิประเทศที่งดงาม และอุทยานแห่งชาติที่น่าทึ่ง ทั้งทะเลทราย Gobi Desert ภูเขาคูรกอน (Khorgo) อนุสาวรีย์เจงกิสข่าน (Genghis Khan Statue Complex)  ที่สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึง นักรบผู้ยิ่งใหญ่แห่งมองโกล หรือเปิดประสบการณ์ใหม่โดยการนอน ค้างคืนที่พักแบบกระโจม หรือที่เรียกว่า เกอร์ (Ger) เป็นกระโจมที่พักชั่วคราวของชาวโนแมด ชนเผ่าเร่ร่อนของชาวมองโกเลีย 

    กาตาร์ (Qatar)

    เมืองหลวงของกาตาร์คือโดฮา (Doha) ซึ่งเป็นเมืองที่มีการพัฒนาโดฮาเป็นเมืองที่รุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และมีอาคารสูงที่สวยงาม เช่น The Pearl-Qatar และ Qatar National Museum

    รัสเซีย (Russia)

    ประสบการณ์ที่ขาดไม่ได้ในในการไปเยือนรัฐเซียคือ ทะเลสาบไบคาล ชมแสงเหนือ หรือไปเดินชมจัตุรัสแดง (Red Square) และชมพระราชวังเครมลิน (Kremlin palace) สัญลักษณ์แห่งอดีตอันยิ่งใหญ่ ศูนย์กลางแห่งประวัติศาสตร์วัฒนธรรมและสถาปัตยกรรมอันเก่าแก่ของรัสเซียตั้งอยู่บนเนื้อที่กว่า 170 ไร่รอบล้อมด้วยกำแพงสีแดง และหอคอย (และดาวแดงอันลือชื่อ) หรือเปิดประสบการ์ไม่เหมือนใครในการนั่งรถไฟสาย ทรานส์ไซบีเรีย รถไฟที่ยาวที่สุดในโลก

    เชเชลส์ (Seychelles)

    เชเชลส์ เกาะสวรรค์กลางมหาสมุทรอินเดีย เป็นประเทศหมู่เกาะเล็ก ๆ ในทวีปแอฟริกา ซึ่งหลายแห่งที่เกี่ยวกับบการท่องเที่ยวยกให้เป็นหนึ่งในทะเลที่สวยที่สุดในโลก เรียกกันว่าคือ “สวรรค์บนดิน” กันเลยทีเดียว

    แอฟริกาใต้ (South Africa)

    เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในทวีปแอฟริกา สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไป เช่น เมืองเคปทาวน์ (Cape Town) เป็นเมืองชายฝั่งที่มีทิวทัศน์ที่สวยงาม มีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น ภูเขาทะเลสาบ (Table Mountain) หรือจะไปชมสัตว์ที่ซาฟารี เช่น Kruger National Park , Tsitsikamma National Park และ Addo Elephant National Park

    ตุรกี (Turkey)

    เมืองหลวงของตุรกีคืออังการา (Ankara) ซึ่งมีแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญเช่น Hagia Sophia และมหาวิหารบลูมอส (Blue Mosque) ซึ่งเป็นเรือนแบบโบราณที่สำคัญในวัฒนธรรมอิสลาม  หรือชมสุสานอนิตกาบีร์ และยังมีสิ่งมหัศจรรย์ของโลก 1 ใน 7 ของโลกด้วย นั่นก็คือ Ephesus (เอฟีซุส)

    วานูอาตู (Vanuatu)

    เป็นประเทศที่ตั้งอยู่ในแหล่งตะวันออกเฉียงใต้ของทวีปออสเตรเลีย อยู่แถวมหาสมุทรแปซิฟิกใต้ ใกล้ๆกับ ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ประเทศนี้ประกอบด้วยหมู่เกาะที่มีจำนวนมาก รวมถึงหมู่เกาะวาตุกซาตู (Vanuatu)

    ทาจิกิสถาน (Tajikistan)

    ทาจิกิสถานอยู่ในภูมิภาคเอเชียกลาง มีเมืองหลวงชื่อว่าดูชานเบ (Dushanbe) และเป็นส่วนหนึ่งของแอฟริกากลาง สถานทีท่องเที่ยวที่น่าไป เช่น สวนรูดากี้ (Rudaki Park) ถูกสร้างขึ้นเพื่อให้เป็นเกียรติแด่ รูดากี้ (Rudaki) ซึ่งเป็นนักประพันธ์บทกวีที่มีชื่อเสียง อนุสาวรีย์ของอิสมาอิล โซโมนี่ (Ismoili Somoni Statue) อดีตกษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ของราชวงศ์ซามานิด

    คาซัคสถาน (Kazakhstan)

    เมืองหลวงของคาซัคสถาน คือเมืองอัลมาตี้ (Almaty) เป็นเมืองที่มีสถาปัตยกรรมทันสมัย อัลมาตีเปลี่ยนชื่อเป็นนูร์สัลถ์ (Nur-Sultan) ในปี 2019 เมืองนี้เป็นศูนย์กลางทางการเมือง และธุรกิจของคาซัคสถาน สถานที่ท่องเที่ยวที่น่าไป เช่น  หุบเขาชารีลแคนยอน (Charyn Canyon) ทะเลสาบโคลซอย (Kolsai Lake) ทะเลสาบที่ปกคลุมด้วยป่าสนท่ามกลางผืนน้ำสีเขียวสวยงามเป็นอย่างยิ่ง

    ประเทศที่เข้าได้ 15 วัน

    ญี่ปุ่น (Japan)

    มีเมืองหลวง และเมืองที่มีความสำคัญทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นคือโตเกียว (Tokyo) นอกจากนี้ยังมีสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญอื่น ๆ เช่น วัดซินโจกุ (Senso-ji Temple) และออตาคุ (Odaiba)

    ประเทศที่เข้าได้ 14 วัน

    ไต้หวัน (Taiwan)

    มีความสำคัญทางด้านวัฒนธรรมของไต้หวัน คือไทเป (Taipei) สถานที่ท่องเที่ยว เช่น ตึกไทเป 101 ( Taipei 101 ),  หมู่บ้านโบราณจิ่วเฟิ่น ( Jiufen Village), วัดหลงซาน ( Lungshan Temple ), วัดฉือจี้ ( Ciji Temple ), ทะเลสาบสุริยันจันทรา ( Sun Moon Lake ) และสถานที่ท่องเที่ยวอื่นๆอีกมากมาย

    เมียนมาร์ (Myanmar)

    สถานที่ที่น่าไป เช่น วัดพระธาตุเจดีย์ชเวดากอง (Shwedagon Pagoda) ที่ย่างกุ้ง ทะเลสาบอินเล ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของ ชาวอินทา (Intha) ที่อยู่อาศัยมานานนับร้อยปี พระธาตุอินทร์แขวน บนยอดเขาพวงลวง (Paung Laung) ชาวเมียนมาร์มีความเชื่อว่าพระอินทร์ทรงแขวนก้อนหินใหญ่รองรับพระบรมธาตุเอาไว้ เทพทันใจบอบอยี (Bo Bo Gyi)  เป็นเทพผู้ปกปักรักษา และบันดาลโชค

    กัมพูชา (Cambodia)

    เมืองหลวงของกัมพูชาคือพนมเปญ (Phnom Penh) ซึ่งเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยวัด พระราชวัง และสถาปัตยกรรมที่สำคัญ แหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญของพนมเปญรวมถึงพระวัดสิงห์ (Wat Phnom) และพิพิธภัณฑ์เยอรมันเก่า (National Museum) ที่เก็บรวบรวมศิลปะ และวัตถุมงคลของกัมพูชา เสียมเรียบ (Siem Reap)มีสถานที่ท่องเที่ยว เช่น นครวัด (Angkor Wat)

    บรูไน (Brunei)

    มหาวิหารบรูไน (Istana Nurul Iman) เป็นที่อยู่ของพระมหากษัตริย์บรูไน ซึ่งเป็นพระอาทิตย์อาเซียน (ASEAN) มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีพื้นที่กว่า 2.15 ตารางกิโลเมตร และมีห้องจัดเลี้ยงที่มีความสามารถรองรับคนได้มากกว่า 5,000 คน มหาวิหารโมสกีรา (Masjid Omar ‘Ali Saifuddien) อุทยานแห่งชาติเทมบรุค (Temburong National Park)

    บาห์เรน (Bahrain)

    สถานที่ท่องเที่ยว เช่น Bahrain World Trade Center, Bahrain National Theatre และ หมู่เกาะทางทะเลที่สวยงาม เช่น เกาะคาร์ต (Bahrain Coral Islands) และเกาะคอตรา (Bahrain Cutra)